Saturday, July 22, 2006

"ผู้มากบารมี" ของผม

ในชีวิตคนเรานั้น
เราอาจมีคนที่เราคิดว่าเป็น "ผู้มากบารมี” สำหรับเรา

ผมมีอยู่ประมาณ หก ถึง เจ็ด คน
นอกจาก พ่อ แม่ พี่ และญาติสนิทบางคนแล้ว
ผมมีบุคคลที่เรียกได้ว่าเป็น “อาจารย์”
ที่เป็นผู้ชี้แนะทางชีวิต และในระดับจิตวิญญาณผมได้
อยู่อีกสองสามคน

เป็นบุคคลที่อยู่ๆ เดินเข้ามา แล้วบอกให้ผมเอาหัวไปจิ้มขี้
ผมจะวิ่งไปทันทีเอาหัวไปจิ้มขี้ทันที
เพราะผมเชื่อว่า การที่เขาบอกให้ผมเอาหัวไปจิ้มขี้
คงเป็นผลดีกับผม อะไรซักอย่าง
อาจเป็นเพราะหัวผมมีเหา หรือ รังแครื้อรัง และกองขี้จะรักษาได้

ผมไม่ทราบว่าคุณมีคนแบบนี้ในชีวิตบ้างหรือไม่?

หากใครจะเถียงเรื่องหลัก กาลมสูตร
ผมก็ยอมแพ้ จนกระดาน

เพราะนี่เป็นความศรัทธาผมเอง
ผมเห็น การดำรงชีวิต การทำงาน ของพวกเขามานานพอสมควร
และพอพิสูจน์ได้ในระดับหนึ่งว่าสามารถยกเขาในกลุ่มบุคคล “ผู้มากบารมี” ของผมได้


จริงๆ แล้วผมไม่อยากเขียนเรื่อง “ผู้มากบารมี” เลย
ตอนแรก ผมเห็นด้วยกับเกือบทุกท่านที่แสดงความเห็นในข้อความข้างล่าง เรื่อง “โยนหินถามทาง”
ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องที่นายสนธิจับประเด็นผิว
และพยายามตีขลุม เอาสถาบันมาเป็นเครื่องมือ

ผมเห็นด้วยกับการนำประเด็นจริงๆ มาสู้กัน เช่นเรื่องนโยบายที่ผิดพลาด การทุจริตในวงกว้าง ผลประโยชน์ทับซ้อน ความไร้จริยธรรม การปิดหูปิดตาประชาชน หรือที่เรียกภาพรวมๆ ว่า “ระบอบทักษิณ”
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมก็ไม่ทิ้งในความสงสัยว่า ทักษิณพูดถึง “ใคร” และ “ทำไม”

สิ่งที่ผมทำได้คือ “ตรวจสอบ” จากแหล่งข่าวส่วนตัวเท่าที่ผมมี

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารมีพลังในการสร้างกระแส
พัดไป พัดมา จนทำให้เรายืนอยู่ลำบากนั้น
การมีแหล่งข่าวที่เหมาะสม และตรงประเด็น จึงมีความสำคัญมาก

บังเอิน แหล่งข่าวของผม มีรากลึกพอสมควร
ทั้งรับใช้ และใกล้ชิด
และเป็นหนึ่งในหลายคนที่ไม่ชอบนายสนธิ
แต่ข่าวที่ได้กลับมา เป็นสิ่งที่ผมสามารถเดินได้เต็มตัว
ในการเขียนบทความข้างล่าง ในเวลาสิบห้านาที

หากนำมาเล่าให้ฟัง ก็กลายเป็นนิทานอีกเรื่องหนึ่งสำหรับคนอ่านเท่านั้น

ลองตรวจสอบแหล่งข่าวของคุณดูนะครับ
อาจมีใครโดนพลักให้มายืนตรงจุดที่ผมยืนบ้าง

Friday, July 07, 2006

โยนหินถามทาง?

ใครติดตามข่าวเรื่อง “คนมากบารมี” บ้าง ขอความคิดหน่อย
(ถ้าไม่ติดตาม ขอให้ข้ามไปเลยไม่ต้องเสียเวลาอ่านต่อ)

คุณมองเรื่องนี้ว่าอย่างไร?

การที่ทักษิณพูดถึง “ผู้มากบารมี” ที่อยากเป็น “นายกมาตรา 7” อย่างมีสคริป และเตรียมการ
มีการเน้นหลายครั้งหลายหน ไม่ใช่ปากผล่อย เหมือนที่แล้วๆ มา

ผมมองว่า นี่คือการท้าทาย “พระราชอำนาจ” อย่างแยบคาย
ต่อจากนั้น ต้องถอยกรูด ต่อกระแสคำถาม ว่า “ใคร?”
คนรอบข้างต้องออกมาชี้โบ๊ชี้เบ๊
เป็นหลวงตาบัวบ้าง
เป็นสนธิบ้าง
เป็นพันธมิตรบ้าง
เป็นประชาธิปปัตย์บ้าง
ที่หากไม่กินหญ้า หรือแกลบเป็นอาหาร คงไม่เชื่อแน่ๆ

ส่วนเจ้าตัวคนพูด กลับเงียบ เบี่ยงประเด็นไป
การดึงเรื่อง หรือเบี่ยงประเด็นว่าจะไปดูบอลโลกของทักษิณ จะทำให้พ้นสามวันอันตราย และเมื่อครบสามวันผ่านไป คนไทยจะลืมนั้น กำลังจะสำเร็จ

ผลคือ เราชนะในสมรภูมินี้ ทำเอาทักษิณถอยกรูด ปิดทางตีตลบด้วยกลยุทธ พ่นน้ำลายมากมายคำเพ้อเจ้อ
แต่ใครจะสังเกต และตระหนักว่า “เรากำลังเพลี่ยงพล้ำ จะกำลังแพ้ในสงคราม”

คนที่ติดตามข่าวนี้ ก็รู้ว่า “คนมากบารมี” คือ องคมนตรี สักคน
แม้ฝ่ายต่อต้านหลายคนจะดึงไปถึงระดับ ราชวงค์ เพื่อให้ได้กระแส และผู้คน
หากมีสติคิดสักหน่อย ก็เห็นว่าไม่ใช่แน่ๆ

แต่คิดต่ออีกชั้นหนึ่งดู ว่า องคมนตรีคือใคร?
ผู้แทนพระองค์ ใช่หรือไม่?
คือกลุ่มคนที่ในหลวง ทรงเลือกมาทำงานใช่หรือไม่?

พระราชอำนาจได้ถูกท้าทายอย่างแยบยลแล้ว
และ “เรากำลังเพลี่ยงพล้ำ จะกำลังแพ้ในสงคราม”

ความพ่ายแพ้นี้คืออะไร?
สังเกตไหมว่า ทหาร ตำรวจ ที่เคยปกป้อง ราชบัลลังค์ และราชอาณาจักร มากว่า 700 ปี
วันนี้ มีแต่ความเงียบ และนิ่งเฉย
ประชาชน บุ้ยใบ้

ระบอบทักษิณได้โยนหินถามทางแล้ว
และทางนี้ ท่าทางจะไปได้เสียด้วยสิ

เหลือสิ่งที่ทักษิณควบคุมไม่ได้ในประเทศไทยนี้คือ
อำนาจศาล (บางศาล) และ พระราชอำนาจ เท่านั้น

การที่ศาลฏีกา และศาลปกครอง น้อมรับพระบรมราโชวาท ให้แก้วิกฤตชาติ
คือการใช้พระราชอำนาจทางหนึ่ง

การที่ในหลวงไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย
ในพรฏ.เลือกตั้ง และคำสั่งแต่ตั้งโยกย้ายข้าราชการ
คือด่านสุดท้ายที่ท่านทรงใช้ พระราชอำนาจ ยับยั้งอะไรได้บางอย่าง

ผมไม่ได้สนับสนุนให้ต้องเลือกข้างไหน
ผมไม่เห็นด้วยกับนายสนธิไปทุกอย่าง

แต่ผมอยากให้เรามีสติ และทบทวนความเชื่อของเราอีกครั้ง
ถามอีกที ว่าเราเชื่อในอะไร?
เรารัก และอยากรักษาสถาบันหรือไม่?

ถามว่า ตอนนี้ เราปล่อยให้ ในหลวง สู้กับระบอบทักษิณ อย่างเดียวดายหรือไม่ครับ?

Saturday, July 01, 2006

Revolutionary Wealth (1/5)

หนังสือเล่มใหม่ของ นายอัลวิน ทัฟเฟลอร์
นักอนาคตศาสตร์ผู้เขียนเรื่อง คลื่นลูกที่สาม เมื่อกว่าสิบปีก่อน
ในเล่มนั้นเป็นคนออกมาบอกว่า โลกกำลังจะเข้าสู่คลื่นลูกที่สาม
คือ ยุคข้อมูลข่าวสาร

ในเล่มนี้ เขากลับมาบอกเป็นแนวๆ ว่า
ความมั่งคั่ง กำลังจะเปลี่ยนอีกที

กาละ เทศะ ปัญญา
เป็นสามพื้นฐานของความมั่งคั่ง
เมื่อ กาละ คือ Time
เทศะ คือ Space
ปัญญา คือ Knowledge

ในประเด็นเรื่อง Time
หมอนี่ พูดถึง ความเคลื่อนไหว ที่ไม่ประสานกัน
Unsynchronized Speed ของเจ็ดองคาพยพหลักในสังคม
โดยเขาเทียบออกมาเป็นความเร็วรถบนทางหลวง
รถคันแรก วิ่งอยู่ที่ ร้อยยี่สิบ กิโลเมตรต่อชั่วโมง คือ “วงการธุรกิจ”
คันต่อมา ร้อย กม./ชม. คือ “องค์กรอิสระ”
เจ็ดสิบ กม./ชม. “องค์กรต่างประเทศ”
ห้าสิบห้า กม./ชม. “รัฐ”
ยี่สิบกม./ชม. “การเมือง”
สิบกม./ชม. “การศึกษา”
ห้ากม./ชม. ซึ่งเดินยังเร็วกว่า คือ“กฎหมาย”
ความเร็วพวกนี้คือ บริบทของ อเมริกา

แต่อ่านแล้ว ผมชอบในแนวคิดของเขา
มามองแบบประยุกต์กับไทยดูบ้าง
ลำดับความเร็วอาจ สลับๆ กับอเมริกาบ้าง และอาจไม่เร็วเท่า
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ
เมื่อความเร็วไม่เท่ากันแล้ว
ปัญหาก็ต้องเกิด

มองมาที่ประเทศไทย
ปัญหาที่ขัดแย้งนี้
อาจเนื่องจาก วงการธุรกิจ ดันไปเป็นเรื่องเดียวกับการเมือง
องค์กรอิสระ และราชการเราก็ต้องเร่งเครื่อง
เครื่องพังไปบ้าง เกิดอุบัติเหตุไปบ้าง

การศึกษาที่เหมือนตุ้มถ่วงอยู่ กลับถ่างปัญหาสังคม และชนชั้นมากขึ้น
กฏหมายที่ล้าหลังที่สุด ดูเหมือนจะถูกผูกเชือก ลากถูลู่ถูกัง กันแทบไม่เหลือ

ในประเด็นเรื่อง เทศะ หรือ Space
แม้ว่าทำเลทองในการขายของ จะมีความสำคัญน้อยลงไป
แนวคิดของหมอนี้ เขาหันกลับมามองทางเอเชียเรา
ฐานความมั่งคั่ง จะมาทาง อินเดีย จีน ซึ่งเป็นฐานผลิตใหม่
ทั้งเศรษฐกิจคลื่นลูกที่สอง และสาม คืออุตสาหกรรม และบริการ
เช่นโรงงานในหลายมลฑลของจีน
หรือแม้แต่ Call Center ที่ Outsource ออกไปอินเดีย
หรือ ฐานพัฒนาซอฟท์แวร์ ในซิลิกอนวัลเลย์ ใน บังกะลอ

แต่อย่างไรก็ตาม
ก็ไม่ลืมที่จะถกถึงปํญหาที่จะถาโถมซัดเป็นผลกรรมในการโหมเศรษฐกิจ
ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม และสังคม ในอนาคตอันใกล้นี้อย่างแน่นอน

ปัจจัยสุดท้ายคือปัญญา
นายนี่กล่าวเป็นการเกริ่นว่า
ยุคข้อมูลข่าวสาร กำลัง ก้าวเข้าสู่ ยุคการติดต่อสื่อสาร (Communication Age)

ความจำในหัวสมองมนุษย์ อาจมีความจำเป็นน้อยลงไป
หากเรามี “เครื่องมือ” ที่จะเข้าถึง “สมองของโลก”
หรือ อินเตอร์เนท นี่เอง

การเฉือนกัน ทางธุรกิจในยุคนี้คือ
สำคัญอยู่ที่เรา จะเปลี่ยน และกรอง ข่าวสารเหล่านี้
ให้เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง และพัฒนาไปเป็นความรู้

ความรู้ เป็นทรัพยากรที่ต่างจาก ทรัพยากรใดๆ บนโลก
กล่าวคือ จับต้องไม่ได้
ยิ่งใช้ ยิ่งมีมาก
หากเอาไปวางข้างๆ กับความรู้อื่น จะขยายตัว อาจก่อเกิดเป็นอะไรใหม่ๆ
สำคัญคือ หาความรู้ใด แยกตัวไปอยู่เดี่ยวๆ อาจจะกลายเป็นล้าหลังในทันที

และเนื่องจากโลกที่ดูเหมือนหมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆ
ทำให้เป็นไปได้ว่า
ความรู้ที่ได้มาวันนี้ กลับจะล้าหลังในวันพรุ่งนี้
Obsolete + Knowledge = Obsoledge
(นักวิชากรพวกนี้ ชอบสร้างคำเก๋อยู่เรื่อยไป อาจเป็นพวกเดียวกับนักวิชาการยุคเดือนตุลาฯ)

นี่คือการสรุปความตามที่ผมเข้าใจใน หนึ่งร้อยหน้าแรก จากห้าร้อยหน้าของหนังสือ
ยังอ่านไม่จบแหล่ะครับ แต่ทำสรุปไว้ก่อน กันลืม
คาดว่า ในช่วงหลังๆ ของเล่มนี้ จะเป็นตัวอย่างที่ลงลึกมากขึ้น

ผมไม่เคยอ่านหนังสือของนายคนนี้มาก่อน
แต่พอสัมผัสได้ว่า หมอนี่มองโลกเป็นตะวันตกมากๆ
มีการมองเฉี่ยวๆ ไปทางตะวันออก เรื่องนิพพาน เรื่องศาสนาบ้าง
แต่เหมือนถอยออกมา ในย่อหน้าถัดไปทันที

ในร้อยหน้าแรกที่ผมอ่าน
มีการกล่าวถึงชื่อหลายประเทศในโลก
และหลายประเทศในทวีปเอเชีย ไต้หวัน เกาหลี ฮ่องกง สิงคโปร มาเลย์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์
ความน่าสนใจคือ
ไม่มี Thailand สักคำเดียว

ประเทศตะวันตกตอนนี้ มันไปวิ่งเป็นมดตื่น ไปทางจีน กับ อินเดียแล้ว
จะให้เขาหันมามองประเทศเราด้วยการแข่งทาง “อุตสาหกรรม” หรือ “ไอที” นั้น
อาจเป็นการ “จุดไม้ขีดให้สว่างสู้กับดวงตะวัน”

ผู้นำเราที่เคยได้ชื่อว่าจะเป็น “อัศวินคลื่นลูกที่สาม”
ท่านจะรู้หรือไม่ว่า คลื่นทั้งสามลูกนั้น มันอยู่ในประเทศเดียวได้

ยิ่งเห็นนโยบายท่านหลายๆ อันแล้วผมก็เหนื่อยใจ

หากประเทศเรารู้จักประเมินตนเอง
เกษตรคือสิ่งที่เราถนัด
ไม่ต้องเป็น นิกส์ ไม่ต้องเป็น ฮับ บ้าบออะไรเลย

ทางรอดของเรา อาจอยู่ที่แนวคิดอันประเสริฐยิ่งอันเดียวว่า “พอเพียง”
รู้จักคำว่า เศรษฐกิจพอเพียง หรือไม่ครับท่านผู้นำ?

Wednesday, June 14, 2006

คุณรักในหลวงถูกทางหรือไม่?

ผมยอมรับว่า
ผมเป็นคนหนึ่งที่ดูหนังโฆษณา “In your heart” แล้วน้ำตาไหล ดูกี่ทีก็ไหล
ผมได้อ่านที่ท่านทรงงานในโครงการพัฒนาต่างๆ ผมน้ำตาซึมทุกที
ทุกครั้งที่ผมอ่านพระราชดำรัส ผมจะอ่านครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะมันช่างลึกซึ้งเสียเหลือเกิน
และทุกครั้งที่ผมพูดถึงในหลวง ให้คนอื่นได้รู้ถึงพระคุณท่าน ไม่ว่าภาษาไทย หรืออังกฤษ
ผมจะร้องไห้หรือน้ำตาคลอ ด้วยความภาคภูมิใจ

ผมเคยถามตัวเองว่า หากผมสามารถแลกชีวิตผม หนึ่งปี
เพื่อให้ในหลวงมีพระชนมายุ ยาวขึ้นอีกหนึ่งนาที
ผมยอมหรือไม่?
ผมตอบในใจ สิบปีของชีวิตไร้สาระผม แลกกับหนึ่งวินาทีที่ท่านทรงงานเพื่อคนไทยหกสิบล้าน
ผมยังยอมเลย

ผมติดตามข่าวที่ประเทศไทยทั้งดี และไม่ค่อยดี
ไฟสวย พลุสวย ประชาชนรวมตัวกันมากมาย และมีสุขด้วยใจเปี่ยมความจงรักภักดี
ผมเสียดายมาก ที่ไม่ได้อยู่เมืองไทย

รถติด พนันบอลโลก กกต.หนาด้าน เสื้อเหลืองขาดตลาด โก่งราคากัน
ข่าวพวกนี้ ไม่ค่อยดีเท่าไหร่

ผมเป็นห่วงคนไทยมากๆ ในหลายๆ เรื่อง
เรื่องหนึ่งคือ “การรักในหลวง”
การที่ใส่เสื้อเหลือง ใส่สายรัดข้อมือ ทราบซึ้งในพระคุณท่าน
แค่นี้เป็นการรักที่ถูกทางหรือไม่?

ผมเอาข่าวเรื่องที่ประชาชนเสื้อเหลือง มารวมตัวกันมากมาย
ร้องไห้ ตะโกนทรงพระเจริญ ให้เพื่อนต่างชาติดู
เขาก็พูดตรง ๆ ออกมาว่า
พวกเราโดนล้างสมองกันเหรอ?
คงไม่ต่างจากการที่คนปกติอย่างเราๆ ท่านๆ ดูหนังสือชวนเชื่อวัดพระธรรมกาย เห็นสาวกมองจานบินต้องแสงสวยๆ แล้วน้ำตาไหล
ผมก็เข้าใจเขา

ก็ได้แต่อธิบาย ว่าทำไมเรารักพระเจ้าแผ่นดินเราขนาดนี้
เขาไม่เคยรู้ไม่เคยได้ยินมาก่อน ก็เออๆ ออๆ ไป

ผมอาจมีนิสัย ชอบสังเกต และช่างติ ไปนิด
การที่ มีการโฆษณา เรื่อง น้องต้น ด.ญ.มาลัยรัตน์ ที่ได้บ้านพระราชทาน
เพราะเขียนจดหมายถึงพ่อหลวง
ผู้ว่าฯ ก็มอบเงิน โรงพยาบาลรับแม่เข้ารักษา สำนักพระราชวังมาทำบ้านให้
อันนี้ผมว่า “ประหลาด”

เช่นเดียวกับ หนังสั้น In your heart
ที่ตอนหนึ่ง เด็กหญิงไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมารอรับเสด็จ
พร้อมมีภาพทำให้เหมือนจะเข้าใจว่า ได้ถนนลาดยาง เพราะในหลวง

ใครจะร้องไห้ ปลาบปลื้มด้วยเหตุอันนี้หรือไม่ ผมไม่เอาด้วยคนหนึ่ง
ผมเชื่อว่า ในหลวง ท่านทำมากกว่านั้นมาก

แม้ว่ามันจะเป็นสัญลักษณ์ของการตีโจทย์
ของการโฆษณา หรือ สำนักพระราชวังและผู้ว่าฯ หวังดี
แต่ผมเห็นว่า การกระทำเหล่านี้ เป็นการ
“ตีโจทย์ ไม่แตก”

ปรัชญาของท่าน คือ “การลดการพึ่งพา”
มิใช่ใครมีปัญหา เขียนจดหมาย แล้วจะได้
ในหลวงไปที่ไหนใช่ว่าจะมีถนนลาดยางไปให้

การตีโจทย์ออกมาตื้นๆ แบบนี้
หรือจะทำให้เหมือนเป็นแค่การกระทำของนักการเมืองสามาญทั่วไป
คือการแก้ปัญหาด้วยวัตถุ แก้ปัญหาด้วยเงิน เพิ่มการพึ่งพา
ซึ่งผมว่า เป็นการสวนทางกับพระราชดำริอย่างตรงกันข้าม

พระราชนิพนธ์เรื่อง “เล็กดีรสโต”
ที่ในหลวงทรงแปลจากบทที่สี่ ชื่อ Buddhism Economy
ในหนังสือเรื่อง Small Is Beautiful
ของ E.F. Schumacher นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง

ผมไม่ได้อ่านภาษาไทย ที่ท่านทรงแปล
ผมพยายามหาอ่านมานานทางอินเตอร์เนทหลายครั้ง
แต่ก็หาไม่เจอ
ผมเลยหาหนังสือเล่มจริงมาอ่าน
(ราคา สองเหรียญ ทางอเมซอน)

แต่เนื้อหาจากหนังสือเล่มจิ๋ว กระดาษเหลืองอ๋อย ราคาแปดสิบบาท
พิมพ์มาแล้วกว่าสามสิบปีนี้
คือแนวคิดทฤษฏีพอเพียง พร้อมหลายตัวอย่างที่อินเดีย

แต่ในหลวงท่านแน่กว่านายชูมักเกอร์ผู้เขียนหนังสือ ตรงที่นำมาทดลอง และปฏิบัติจริงได้ในผืนแผ่นดินไทย

ท่านทรงเป็นนักพัฒนาอย่างแท้จริง
ท่านไม่ใช่ได้อ่านทฤษฏีอะไร แล้วนำใช้ทันที
ท่านทรงทดลอง เห็นจากในพระราชวังจิตรดาฯ มีทั้งโรงสี โรงรีดนมวัว โรงแปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตร
ท่านทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนตัว
ใช้อย่างประหยัด และคุ้มค่า

ตัวอย่างหนึ่ง เรื่องการพัฒนาดิน
ท่านทรงทดลองจากแปลงที่ดิน
ท่านไม่ได้เลือกที่ดินที่ธรรมดา เพื่อให้สำเร็จง่ายๆ ทันใจ และสร้างภาพ
ท่านทรงเลือกที่ดิน ที่เสื่อมที่สุด เค็มที่สุด เปรี้ยวที่สุด ดานที่สุด
ท่านแก้ดิน จนกลับมาปลูกข้าวได้สำเร็จ

พระองค์ทรงทดลอง จนสามารถลดข้อเสีย ลดผลกระทบให้เกิดน้อยที่สุด
แล้วจึงค่อยนำออกใช้ นำออกสอน

ท่านสอนให้ “พอเพียง”
ถามว่าเรารู้จักคำนี้กันหรือไม่?

คำว่า “พอเพียง” นี้ ลึกซึ้งนัก
อย่างน้อยๆ ตามที่ผมเข้าใจ
คือเป็นการรวมจากสามหลักปรัชญาทางพุทธ นั่นคือ
ทางสายกลาง
ตนเป็นที่พึงแห่งตน
และ สันโดษ

หลายคนอาจเข้าใจว่า สันโดษ คือการไปอยู่กระท่อม
นุ่งใบตอง เก็บแมลงกิน
อันนั้นไม่ใช่สันโดษ นั่นเรียก ปลีกวิเวก ปนวิตถาร

คำว่า สันโดษ ความหมายง่าย ๆ คือการที่เรามีน้อยใช้น้อย ใช้เท่าที่จำเป็น
รู้จักพอ ถ้ามีมาก มีเหลือก็แบ่งบันให้คนอื่นที่เขายังลำบากด้วย

หลายคนบอกว่าเมื่อไหร่จะ"รวย" ถ้า"พอเพียง"
ท่านไม่ได้บอกว่าไม่ให้รวย
แต่ท่านบอกให้รู้จัก "พอ"
และคำว่า "พอ" คือ "ไม่โกง"
"รวย"ได้ แต่ต้อง "ไม่โกง"

หากเรามีสันโดษ ปัญหาฉ้อราษฏบังหลวงก็ไม่มี
เพราะข้าราชการ หรือนักการเมือง รู้จักพอ
เมื่อรู้ตัวว่า เงินเดือนน้อย ก็ใช้น้อย หากใช้จ่ายเกินตัว ก็ต้องหารายได้เพิ่ม
หากหารายได้ไม่ทัน ก็ต้องโกงกิน
อันนี้เรียก ไม่รู้จักพอ ผลเสียคือ ประเทศจะล่มจม

มองภาพกว้างกว่านั้นที่ ในหลวง เคยตรัสว่า
หากประเทศต่างๆ รู้จักพอเพียง
สงครามชิงทรัพยากร ก็ไม่มี
โลกจะสงบสุขเพียงไรหนอ

ผมเป็นห่วงคนไทยเรื่อง “การรักในหลวง”
คล้ายกับการที่ผมเป็นห่วงคนไทย “นับถือศาสนาพุทธ”
การนับถือด้วยสัมโนครัว นับถือด้วยเครื่องลางพระเครื่อง
ท่องนโมฯเพราะกลัวผี สวดมนต์หรือบวชเพราะอยากขึ้นสวรรค์ ไหว้พระเพราะขอหวย บนบานหน้าพระพุทธรูป เชื่อถือฤกษ์ยาม

แก่นธรรม อยู่ที่ใด? คนไทยซักร้อยละเท่าไหร่ จะเข้าใจกันนะ?
เช่นเดียวกับ “การรักในหลวง”

จงตระหนักความจริงที่ว่า
อีกสี่สิบปี เราจะไม่มีในหลวงที่สุดยอด พระองค์นี้แล้ว
การรัก การบูชาในหลวงพระองค์นี้ที่ดีที่สุดคือ
“การปฏิบัติบูชา”

หากท่านรัก และเชื่อในคำสอน และการปฏิบัติในพระจริยวัติของท่าน ว่าเป็นหนทางที่ถูกในการพอประเทศเรารอดได้
เมื่อท่านเห็นใครจะนำพาประเทศเราไปผิดทาง หรือใครไม่รู้จักพอเพียง หรือ "โกง" เพื่อจะ "รวย"
หรือแย่กว่านั้นคือ "รวย" แล้วยัง "โกง" อีก ไม่รู้จักพอ
การปฏิบัติบูชาอย่างง่ายที่สุดก็คือการแสดงความไม่เห็นด้วย ตักเตือนเขาซะ

สำหรับวิถีชีวิตนั้น จงเอาแบบอย่างการดำเนินชีวิต การที่ท่านทรงงานหนัก
ธรรมะที่ท่านครองแผ่นดินเพื่อประโยชน์สุข ของมหาชนชาวสยาม
ความจริงใจที่ท่านมอบให้แผ่นดินไทย
และสิ่งที่ท่านทรงสอน มาปฏิบัติ อย่างเข้าใจ

เพียงเท่านี้ ในหลวงของเรา
จะ “In Your Heart” จริงๆ ครับ

Friday, June 02, 2006

ชวนชม เรือพระราชพิธี

ภาพจาก www.kalamung.com/index24.html
"...นาวาสถาปัตย์ ช่างเชี่ยวชัดชาญเชิงเช่น
ยิ่งยลยิ่งเยือกเย็น เห็นสายศิลป์วิญญาณไทย..."
---------------------------------------------

ปี ๓๐ สมัยผมเรียนชั้นประถม
ช่วงปิดเทอม คุณครูให้ทำรายงานเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทย

ตอนนั้นได้ดูโทรทัศน์ ได้ยินว่าจะมีการเห่เรือ
ผมเห็นว่า เจ๋งดีนะ
ตอนนั้นคิดแบบเด็ก ๆ ว่าเหมือนขบวนการโกกุนไฟว์
เรือหลาย ๆ ลำ ประกอบร่าง ยิงปืนใหญ่
เลยคิดว่าจะทำรายงานเรื่อง “ขบวนพระยุหยาตราทางชลมารค”

พี่สาวก็สนับสนุนส่งเสริมด้วยการพาไปหาข้อมูลที่ “หอสมุดแห่งชาติ”
หาข้อมูลกันอยู่สองวัน เล่นเอาผมอ่าน ชุดการ์ตูน ของซีเอ็ด เล่ม “มีจริงหรือไม่” จบลงไปได้
ส่วนพี่สาวก็ได้ข้อมูลเพียงพอ พร้อมวางรูปแบบรายงานเสร็จ

จำได้ติดตา ว่าภาพที่ได้มา เป็นรูปเรือสุพรรณหงส์รูปด้านข้าง มีพู่ห้อย สวยมาก
ภาพนั้นแปะอยู่กลางหน้ากระดาษฟุลแก๊บ ด้วยกาวน้ำ ฝาสีฟ้า

เริ่มต้นด้วยโคลงสี่ และบทเห่ เขียนด้วยปากกา ตัวโต เต็มบรรทัดว่า
“สุพรรณหงส์ทรงพู่ห้อย งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์”

ส่วนเนื้อหา เป็นการคัดลอกตัวครึ่งบรรทัด จากกระดาษที่ถ่ายเอกสารมาจากหอสมุดฯ
มีลายมือพี่สาวโยงไปมา สรุปความได้สี่กระดาษฟูลแก๊บ

ผมจำเนื้อหาในนั้นไม่ได้เลย คงเป็นผลกรรมของการให้พี่สาวทำการบ้าน

---------------------------------------------

จากนั้นไม่กี่ปี ด้วยความซนของผม ก็ได้พาก๊วนจักรยาน แหกกฏแม่ ขี่ออกจากซอยหมู่บ้าน ออกถนน เที่ยวเล่นไปเรื่อยเปื่อย
จนข้ามสะพานอรุณอัมรินทร์ ซึ่งอยู่ไกลจากบ้านผมมาก
(ความคิดวันนี้ คงเหมือนการขับรถไปสระบุรี)
ผมจอดจักรยานกลางสะพาน และมองเห็นอู่เรือพระราชพิธี อยู่ตรงข้ามสถานีรถไฟบางกอกน้อยอยู่ไม่ไกล
สีทองจากหัวเรือสุพรรณหงส์ และอนันตนาคราช ช่างสะดุดตายิ่งนัก

ผมอยากเข้าไปดูเรือ ตั้งแต่วันนั้นมา
ทุกครั้งที่ได้นั่งรถ หรือนั่งรถเมล์ข้ามสะพาน ก็ต้องมองไปที่อู่เรือนั้นทุกทีไป
แต่จนแล้วจนเล่า ก็ไม่ได้มีโอกาสสักที

---------------------------------------------

ขณะเรียนปีสาม โรงเรียนสถาปัตย์
มีการเรียนวิชาสถาปัตยกรรมไทย
ได้รับมอบหมายให้ทำรายงานเรื่อง “ลายไทย”
ผมก็ได้โอกาส ขุดความฝันที่หวังมานาน เอามาทำให้เป็นจริง
กลุ่มผม ด้วยการชักนำของผมเอง ได้เลือกหัวข้อ “เรือพระราชพิธี”

ผมได้ไปที่อู่เรือพระราชพิธีเป็นครั้งแรก
และได้ใช้ประโยชน์จากความเป็นนักเรียน
ได้ตักตวงความรู้จากที่นั่นมากมาย

รายงานเล่มนั้น ส่วนใหญ่เป็นการวิเคราะห์ การผูกลายของโขนเรือ
ใครไม่เคยเข้าไปดูใกล้ ๆ จะไม่รู้ว่า ลายสีทองข้าง เรืออนันตนาคราช
เป็นการผูกลายของหัวนาคเล็ก ๆ เต็มไปหมด สมชิ่อ อนันตนาคราชนัก

เรืออเนกชาติภุชงค์ หัวเรือ เป็นลายหัวนาคตัวใหญ่ใหญ่ ส่วนลายก็เป็นลายนาคขดไปมาเช่นกัน

ลายสีทองข้างโขนเรือสุพรรณหงษ์ เป็นลายกนก ผูกไปมา ลักษณะเหมือนขนหงษ์

"สวยงาม และลงตัวยิ่งนัก"

ตอนนั้น ต้องหัดคัดลอกลายไทยกันมือหงิก
เขียนลายด้วยดินสอกันบนกระดาษ เอศูนย์ต่อกันสี่แผ่น (ประมาณสองมือกาง)
ถอดลายออกมาอัตราส่วนประมาณ ๑ ต่อ ๒๕

ด้วยความที่มือห่วยกันมาก ผลงานจึงออกมาดูไม่จืด

แต่ของจริงนั้น สวยจริง ๆ ครับ
ใครไม่เคยไป หาโอกาสไปดูกันนะครับ

---------------------------------------------

ปี ๔๒
ผมได้มีโอกาสชมขบวนเห่เรือพระราชพิธีด้วยตาตัวเองเป็นครั้งแรก
มีเพื่อนมันเป็นญาติกับคนมีบ้านอยู่ริมน้ำใกล้ ๆ ธรรมศาสตร์

เมื่อเรือผ่านเข้ามาใกล้กับจุดที่ดูอยู่
เสียงเห่ และเสียงรับ ดังก้องกังวานทั่วท้องน้ำเจ้าพระยา
ขนลุกจริง ๆ ครับ (นี่ขณะพิมพ์ ขนยังลุกเพราะจำบรรยากาศนั้นได้)

ในหลวง ประทับบนเรือสุพรรณหงส์ เคลื่อนช้าๆ อยู่กลางลำน้ำ และไม่ไกล
ฝีพายจ้วงน้ำท่านกบินพร้อมเพรียง สีทองจากตัวเรือระยิบระยับ

ผมลดกล้องติดเลนส์เทเลลง
ยกมือท่วมหัว “ขอพระองค์ จงทรงพระเจริญ”

---------------------------------------------

ใครอยู่เมืองไทย พลาดไม่ได้นะครับ
แม้บัตรแพง หรือขายหมด
ลองไปดูช่วงที่แม่น้ำเปิด หรือติดถนน
ต่อให้ไม่เห็นอะไรก็ตาม แต่เสียงจากการเห่เรือ
และกลิ่นไอของประชาชนที่เปี่ยมด้วยความจงรักภักดี ณ ที่นั้น

หาไม่ได้ที่ไหนในโลกแล้วหล่ะครับ


---------------------------------------------
บทเห่เรือปีนี้ งดงามเช่นกันครับ

Tuesday, May 23, 2006

ระบอบ "นาย" "ทุน" = ศาสนาบูชา "อำนาจ" "เงิน"

ศาสนา ลัทธิต่าง ๆ ผมมองมานานแล้วว่า เป็นส่วนเข้ามาเติมเต็มมนุษยชาติ
เพื่อตอบความสงสัย ในสิ่งที่เหนือธรรมชาติ สิ่งที่สงสัย สิ่งที่ไม่เข้าใจ

เมื่อวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าไป หลาย ๆ อย่างได้ถูกอธิบายด้วยความจริงที่ค้นพบ
จีพีเอส และดาวเทียมพยากรณ์อากาศ มาแทนที่การบูชาเทพโปเซดอน
นรกใต้พื้นผิวโลก ต้องอยู่ลึกกว่าระยะสิบสองกิโลเมตรที่เรือดำน้ำนอติลุสลงไปถึง
พระเจ้าของศาสนาคริสต์ ถูกเปลี่ยนที่อยู่จากเมฆบนฟ้า ไปอยู่ที่ขอบจักรวาลที่อยู่เกินกว่าอำนาจของบิกแบงค์

ใครเคยอ่านหนังสือของคุณ ดังตฤณ เรื่อง “เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน”
คงได้แนวคิดใหม่ ๆ ที่เป็นรูปธรรมในการมองกฎแห่งกรรม
แม้เป็นสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ และอธิบายได้ง่ายมากว่าเป็น “ปัจจัตตัง” หรือเป็นสิ่งที่รู้ได้ด้วยตนเอง

ผมมองหนังสือคุณดังตฤณว่า เป็นการอธิบายความสงสัย ความงุนงงในกฎแห่งกรรม ให้เป็นรูปธรรม จับต้องได้
สำคัญกว่านั้นคือ ผมชอบที่เป้าหมาย คือการสอนให้เข้าใจที่มา และที่ไป
สอนให้เป็นคนดี และอย่าไปหวังผลในความดีนั้น เพราะจะได้ผลไม่บริสุทธิ์

เหตุการณ์บ้านเมืองหลายๆ อย่างที่ผ่านมา หลายคนงุนงงเหมือนศาสนา
ไม่เข้าใจในปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ใคร ทำอะไร เพื่ออะไร

“คู่มือทรราช” เป็นคำอธิบายได้ดีพอสมควร
แต่มันไม่อธิบายปรากฏการณ์บางอย่างที่ผมสงสัย

“แผนการณ์จากฟินแลนด์” ไม่รู้ว่ามีจริงหรือไม่ หรือใครคิด ใครแต่งขึ้นมา
แต่กลับเป็นคำตอบที่เป็นรูปธรรมในการอธิบายหลาย ๆ อย่างได้อย่างลงตัว
๑.ยึดรากหญ้า
๒.บริหารด้วยทุนนิยม
๓.ปกครองด้วยพรรคเดียว
๔.รื้อระบบราชการ
๕.ลดบทบาทสถาบันกษัตริย์ให้เป็นแค่สัญลักษณ์

หากใครอ่านที่ผมเขียนเรื่อง “หาง” จากบทความที่ผ่านมา
ห้าข้อนี้ เป็นการใช้หางของคอมมิวนิส เหมา ฟาสซิส และทุนนิยมได้อย่างลงตัว
เหมือนทุกอย่าง จะตอบด้วย “เงิน”

เงินเป็นอุปกรณ์ และอาวุธนำไปสู่เป้าหมายอะไรบางอย่าง
แผนการปฏิบัติที่แยบยลนั้นอาจเป็นอย่างขั้นตอน
อาจแจกแจงได้เป็นข้อๆ ตามนี้
๑.กองทุนหมู่บ้าน กองทุนเอสเอ็มอี ทุนการศึกษาจากเงินหวย
๒.แปรรูปทรัพยากรเข้าตลาดหุ้น ปิดปากสื่อด้วยระบบสปอนเซอร์
๓.ซื้อ และมอมเมาพรรคการเมือง องค์กรอิสระ ด้วยผลประโยชน์ต่างตอบแทน ฯลฯ
๔.ขึ้นเงินเดือนราชการ เปลี่ยนเป็นพนักงานของรัฐ ไม่มีข้าแผ่นดินอีกต่อไป
เมื่อสำเร็จทั้ง ๔ ข้อแล้ว ผลลัพท์ข้อ ๕ อยู่ไม่ไกล

บวกกับการที่มีใครตั้งใจบังอาจ หรือรู้เท่าไม่ถึงการ
เอากรณีของประเทศเนปาล เป็นกรณีศึกษา
การที่กษัตริย์เนปาลทนไม่ได้ ลงมาสังฆกรรมนัวเนียกับการเมือง
จนประชาชนโกรธ และเดินขบวนขับไล่
สุดท้ายพระองค์ต้องคืนอำนาจ
และ มีการแก้รัฐธรรมนูญให้ลดพระราชอำนาจ

มันเปรียบเทียบไม่ได้!!!

แต่พอจะเห็นหนทางอะไรบางอย่าง
หากมีใครต้องการจะเดินให้เข้าแผนทั้งห้านั้น

เขาสู้กับอะไรอยู่?
เราสู้กับอะไรอยู่?

ถามตัวเองซะ
ว่าเราเชื่อในอะไร?
เราหลงไหลในอุปกรณ์ ในอาวุธที่เขามอมเมาเราหรือไม่?

เลิกทำตัวเป็นนักเชี่ยวชาญในตัวอักษรบ้างได้ไหม?
จงอย่าลืมตัวว่า ก่อนเป็นนักเชี่ยวชาญอะไรก็ตาม
คุณเป็น “คน” มาก่อน

Friday, May 19, 2006

Specialist vs Generalist

ประมาณปี 38 สมัยที่ผมเพิ่งเข้าโรงเรียนสถาปัตยกรรม ช่วงนั้นวงการก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์ตื่นตัวอย่างมาก
กระแสงานด้านอาคารประหยัดพลังงาน ด้านงานอนุรักษ์อาคาร กระเพื่อมขึ้นมา
ตอนนั้นมีผู้เชี่ยวชาญในด้านสาขาต่าง ๆ โดดเด่นขึ้นอย่างมาก
ได้ยินว่ามีการว่าจ้าง ผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นในโครงการใหญ่ๆ ด้วยจำนวนเงินที่นึกไม่ถึง

ขณะนั้น ในสายตาของนักเรียนสถาปัตย์ เหมือนมีความเชื่อว่า ควรแสวงหาความเชี่ยวชาญในสาขาใดสาขาหนึ่งสักอัน
เช่น สาขาเทคโนโลยีอาคาร หรือ สาขาอนุรักษ์อาคาร หรือ ด้านสิ่งแวดล้อม หรือ ด้านพลังงาน ฯลฯ
หรือเรียกว่า “Specialist”

สองสามปีผ่านไป
สภาวะเศรษฐกิจเริ่มได้รับผลกระทบจากความไร้วินัย ความกระหายโลภในกระแสฟองสบู่ที่เมาเป่ากันมาหลายปี
ในที่สุดวงการก่อสร้าง และอสังหาฯ ต้องเผชิญ “ความจริง” ที่จำเป็นต้องล่มสลายอย่างรุนแรง
อาคารมากมายต้องหยุดก่อสร้าง การจ้างงานของวิชาชีพในการก่อสร้างหดหายอย่างไม่เคยเกิดขึ้น
ความซึมเซาในโรงเรียนสถาปัตย์เกิดขึ้นทั่วทุกชั้นปี เมื่อพบความจริงที่ว่า พี่บัณฑิตจบใหม่ร้อยกว่าคน ได้งานแค่ไม่ถึงสิบคน อาจารย์หลายท่านหน้าตาหมองหม่น นำเอาเรื่องเศร้า และเรื่องหายนะในวงการมาเล่าให้นักเรียนฟังอยู่เนืองๆ

อาจารย์หลายท่านเคยได้ชื่อว่า “Specialist” กลับประสบปัญหาเช่นเดียวกับบัณฑิต คือ “ไม่มีใครจ้าง”

ช่วงนั้น สถาปนิกที่ยังคงมีงานอยู่เรื่อย ๆ กลับเป็นพวกที่ถูกเรียกว่า “Generalist”
เขาเหล่านั้น รับงานได้ทุกอย่าง ตั้งแต่ออกแบบเล็กๆ น้อยๆ
ให้คำปรึกษาด้านการต่อเติม ซ่อมแซม
ใช้ความรู้ และวิชาชีพ อย่างเขาถึงประชาชนทั่วไป
ประชาชนทั่วไปเห็นคุณค่าในพวกเขา และพึ่งพาเขาได้
เขาไม่ได้ทำงานออกแบบเพื่อมุ่งแต่รับใช้นายทุน

อย่างที่รู้กันว่า สถาปัตยกรรม เป็นได้ตั้งแต่ หนึ่งในปัจจัยสี่ จนถึง สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

สัจจธรรมอีกอันหนึ่ง ของมนุษยชาติคือ
“ยามบ้านเมืองสมบูรณ์พูนสุข ศิลปินจะก่อเกิด”
ตัวอย่างที่เห็นคือ ยุโรปสมัยยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ “Renaissance” มี ดาวินชี่ ไมเคิล แอนเจโล่ เบอร์นีนี่ ฯลฯ คอยสร้างผลงานระดับพระกาฬ ที่ทุกวันนี้เราเห็นยังอ้าปากค้าง
หรือ สมัยสุโขทัย ที่สุขโข ภายใต้อโณทัยนั้น จะเกิดพุทธศิลป์ พระปางลีลา หรือเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ที่สวยงาม ล้ำลึกยิ่ง

“แต่ยามบ้านเมืองวิกฤต ปราชญ์จะก่อเกิด”
คานธี ดาไลลามะ มาติน ลูเธอร์คิง คงพออธิบายได้

หากเราเห็นถึงสัจธรรมบนโลก เราจะเห็นได้ ว่าเราควรเป็นอะไร ในเวลาไหน
หรือสองคำว่า “กาละ เทศะ” จะอธิบายได้ทั้งหมด

แต่มากกว่านั้น หากมองให้เป็นมุมมองของการปฏิบัติขึ้น
การควบรวมทั้ง Specialist และ Generalist จะเป็นภาพอุดมคติเกินไปหรือไม่?

พี่คนหนึ่งที่เคารพเปรียบเทียบง่ายๆ ว่ามันคือ “หาง”
“คุณมีกี่หาง?”
หางอันนี้ มีไว้หลายหาง ก็จะเป็นประโยชน์กับผู้ที่มี

ยกตัวอย่างที่ใกล้ตัวคือ สถาปนิก

หากสถาปนิกคนหนึ่ง รู้เรื่องกฏหมาย รู้เรื่องออกแบบ เชี่ยวชาญเรื่องก่อสร้าง และเชี่ยวชาญด้านประหยัดพลังงาน
บ้านหรืออาคารที่ออกมา จะออกมาเป็นอาคารที่ไม่น่าเกลียด ไม่ผิดกฏหมาย งบประมาณลงตัว และประหยัดพลังงานมาก

หากสถาปนิกอีกคนหนึ่ง สนใจเรื่องสุขภาพ และรู้เรื่องงานระบบอาคาร
สถาปัตยกรรมคงออกมาเป็น งานที่ดูแลง่าย และเป็นอาคารที่ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

หากสถาปนิกอีกคนหนึ่ง สนใจจะเป็นนักเขียน และเชี่ยวชาญการตลาด
เขาคงบรรยายให้เห็นภาพหลายๆ อย่างได้ง่ายดุจงานสถาปัตยกรรม สร้างสรรค์ ได้ประโยชน์ใช้สอย และขายออก

พวกนี้ ไม่มีวันอดตาย

หรือจะยกตัวอย่างห่างออกไป

หากนักวัสดุศาสตร์ มาสนใจเรื่องพระเครื่อง อะไรจะเกิดขึ้น?
การวิเคราะห์พระเนื้อผง เนื้อชิน พระกริ่ง คงออกมาอีกมุมมองหนึ่งที่น่าสนใจเป็นแน่

หากนักคณิตศาสตร์ มาสนใจเรื่องจิตวิทยา อะไรจะเกิดขึ้น?
คงเห็นหนังสือเรื่อง “พีชคณิตการหย่าร้าง” อยู่บนแผง

หากโปรแกรมเมอร์ มาสนใจด้านศิลปะ อะไรจะเกิดขึ้น?
การเขียนโปรแกรม หรือระบบดิจิตอล ให้ออกมาเป็นงานศิลป์ คงน่าดูไม่หยอก

คนเหล่านี้ รอการ “ก่อเกิด” และเกิดขึ้นแล้วบนโลกนี้
พวกเขามีอย่างน้อย “สองหาง”
และเอามาผสมรวมกันอย่างลงตัว

ในขณะที่บ้านเมืองยังอยู่ในสภาที่อึมครึมแบบนี้
ปราชญ์ และ ศิลปิน อาจเป็นคนเดียวกันได้
ว่าไหมครับ?

Monday, May 15, 2006

หลักกิโลต่อไป อยู่ที่ใด?

ในที่สุดก็จบแล้ว ชีวิตการเรียน
สองอาทิตย์ก่อน พลังกายใจทุกส่วน
มุ่งไปที่วิทยานิพนธ์ที่ค้างคามาแรมปี

สรุปรวบยอดงานวิจัยเรื่องเทคโนโลยีตะวันตกล้ำยุค ด้วย "เศรษฐกิจพอเพียง” และ “ปฏิจสมุทบาท”
เนื้อความสรุปของสรุปที่ซ่อนอยู่ คือ “กูไม่ใช่ทาสพวกมึง”

หลักกิโลนั้นผ่านไปแล้ว
บังเอิญไม่ได้มองซะด้วย ว่ากิโลต่อไปจะเป็นอะไร
และกิโลต่อไปจะอีกไกลแค่ไหน?

แต่วันนี้กลับรู้สึกว่ามีอะไร “ต้องทำ” และ “อยากทำ”
เยอะกว่าตอนก่อนส่งวิทยานิพนธ์เสียอีก
และเยอะกว่าตลอด ๒๘ ปีที่ผ่านมา

เป้าหมายชีวิต เป็นสิ่งที่คิดนานแล้ว
แต่ต่อจากนี้ คือเวลาที่พิสูจน์ และทำให้มันเป็นจริง

แผนการต่อจากนี้คงเหมือนเล่นหมากรุก
รุกไปทีละตา กินทีละตัว คิดและเดินอย่างระวัง

เงิน เป็นปัจจัยที่สำคัญ
แต่ เงิน ไม่ใช่เป้าหมายอย่างแน่นอน

แผนธุรกิจที่วางไว้ จะให้มันเป็น “Cash Cow”
รีดมากินได้ทุกวัน เอาตัวรอด มีเหลือเก็บไว้ขาย บำเรอชีวิตบ้าง
แต่รายได้หลัก จะต้องไปหมุนเฟืองหลายๆ ตัวให้ประเทศไทยดีขึ้น
เฟืองคน เฟืองระบบ เพืองการศึกษา เพืองวิชาชีพ

เมื่อ วัวเงิน ตัวนี้เป็น “วัวดอลล่า”
การจะได้มาซักตัวก็ยากน่าดู

สนุกไปอีกแบบ
ที่ต้องวางกลเม็ดทุกหมากที่จะเดินในหมากธุรกิจกระดานนี้
คุยกับใคร คุยเรื่องอะไร คุยแบบไหน

หวังว่าทุกอย่างคงสำเร็จไปตามที่คาดหมาย

แม้ว่าหลักกิโลต่อไป ก็ยังไม่รู้อยู่ไหน

แต่เมื่อได้ทำในสิ่งที่อยากทำแล้ว
มันทำให้ไม่เหนื่อย ไม่ท้อจริงๆ นะ

Thursday, April 27, 2006

Sunday, April 16, 2006

คณิตศาสตร์ กับ ชีวิต (๒) - สัมพัทธภาพความแก่

ความแก่ ความหนุ่ม ความสาว
การบอกอายุ อาจยังเห็นไม่ชัด
ต้องมีการเทียบเชิงสัมพัทธภาพ

ตัวอย่าง
ผมมีรุ่นพี่ผู้หญิงคนหนึ่ง
เขาเป็นบัณฑิต ตอนผมปีหนึ่ง
อายุห่างกันหกปี

อยากเทียบให้ดูไม่ต่างกันมา
ให้บอกตัวเลข เช่น
พี่หกขวบแล้ว ผมเพิ่งเกิด
หรือ พี่จะ ๓๙ ผมเพิ่ง ๓๓

หากอยากเทียบให้ห่าง
ให้เทียบสถานภาพ เช่น
"ตอนพี่อยู่ปีหนึ่ง
ผมเพิ่งสอบเข้ามัธยมเอง"


ผมสรุปเป็นหลักง่าย ๆ
ของการอยากเทียบใครให้แก่
ให้ตั้งคนแก่กว่า อยู่ในช่วงมหาวิทยาลัย
แล้วเทียบดู

อีกตัวอย่าง
เด็กที่สอบ entrance ปีนี้
เขาเกิดปีช่วงปี 2531-2532 นะ
หรือ
"เขาขึ้นป.สอง ตอนผมเรียนปีหนึ่ง"

ตัวอย่างที่ผมยังตกใจเองคือ


น้องสองคนนี้ เพื่อนๆ ผมที่เมืองไทย
ชื่นชมกันมาก
บอกน่ารัก น่าหยิก
ผมก็เลยหาข้อมูลดู ปรากฏว่า น้องเขาอายุสิบสาม
เทียบออกมาคือ

"น้องเขาสองขวบกว่า ๆ
ตอนรุ่นพวกผมอยู่ปีหนึ่ง!!"


ผมก็เลยบอกพวกเพื่อนๆ ในข้อเปรียบเทียบนี้
มันก็อึ้งไป พร้อมบ่น"แก่จริงหว่ะ พวกเรา"

บางคนบอกว่า เทียบแบบนั้นไม่ดี
ต้องแบบนี้สิฟะ
"...น้องเขาจบมหาลัย
พวกเราก็มีธุรกิจของตัวเอง
เปิดบริษัท ตั้งตัวได้พอดี..."


เออ เทียบแบบนี้เข้าท่า

Tuesday, April 11, 2006

หรือ ภาษาไทยผมอ่อนแอ?

"คุณอากลับแล้วเหรอคะ?"
"...อะไรครับ..."

ผมงงกับคำถามจากพี่คนหนึ่งในร้านอาหารไทยที่ผมชอบไปเวลาเที่ยง

"อ้าวไหนว่า คุณอา มาไงคะ"
"...อะไรนะครับ..."

ผมเริ่มคิดอย่างจริงจัง
ว่าเร็ว ๆ นี้ คุณอาผมมาแถวนี้หรือเปล่า
"เอ่อ ผิดคนมังครับพี่"

"เห็นเดือนก่อน บอกคุณอาอยู่ยูเอ็น"
ผมคิดอีกที
"เอ่อ ไม่มีนะครับ ผิดคนมังครับพี่"

"อ้าว เหรอคะ" พี่เขารินน้ำแล้วก็จากไป

ทานข้าวเสร็จ ผมก็เดินกลับไปทำงาน
ระหว่างทางก็คิดว่า
เอ เราพูดอะไรไปนะ?

พลันนั้นผมก็ดีดนิ้วดังเปาะ

เดือนก่อนพี่เขาถามว่า
"อยู่แถวนี้เหรอคะ"
ผมก็ตอบไปว่า
"...ทำงานอยู่เอ็นวายยูเหม็ดหน่ะครับ..."(NYU Med)
พี่เขาคงฟังออกมาเป็น
"...อาอยู่ยูเอ็นหน่ะครับ..."

หรือ ภาษาไทยผมอ่อนแอลง จริง ๆ

เช้าฟาดฝัดพัก เย็นฟากฝักฝัด
ระยอง ระนอง ละยา

Saturday, April 08, 2006

สามเหลี่ยมแห่งความสำเร็จ

บทความนี้
ผมได้จาก เวปสถาปนิกสยาม

บทความนี้
เขียนโดย พี่ที่เคารพคนหนึ่ง
ที่ได้เคยคุยกับผู้ยิ่งใหญ่แห่งชินครอป
เมื่อสองปีก่อน
ในหัวข้อ "หนังสือการบริหาร"
ความตอนหนึ่ง น่าสนใจ
เอามาเล่าให้ฟังดังนี้ครับ

--------------------
"สามเหลี่ยมแห่งความสำเร็จ"

การเริ่มทำการใด
ต้องเริ่มที่ "Best Product" ก่อน
เพราะจะเป็นตัวสำคัญที่สุดในการ start ถือเป็น
ยอดจั่วของสามเหลี่ยม

หลังจากที่ได้ Best Product แล้ว
ก็จะก้าวเข้าไปสู่มุมที่สองของสามเหลี่ยมที่เรียกว่า
"Customer Satisfaction"
คือการนำสินค้านั้นให้เป็นที่พึงพอใจของลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ
และจะเกิดอาการเสพติด และขาดไม่ได้

ขั้นตอนสุดท้ายก็คือมุมของสามเหลี่ยมมุมที่ ๓ ก็คือ
"Log In" หมายถึงการกินรวบ
เป็นเจ้าตลาดแต่ผู้เดียว ไร้คู่แข่ง
เป็นการผูกขาดสังคม ผูกขาดการตลาด
หลังจากนั้นอยากจะทำอะไรก็ทำได้
สบายมาก

...ผมนั่งฟังอยู่ด้วยความชื่นชมในความสามารถและวิสัยทัศน์
แต่ด้วยความที่เป็นคนขี้สงสัย
ก็เลยถามพี่เขาไปว่า
"แล้วต่อจาก Log In นั้นจะเป็นอย่างไรครับ"

พี่เขาก็ตอบออกมาว่า
"มันจะมีอยู่ด้วยกัน ๓ ทางก็คือ..."
๑.กลับเข้าสู่วงจร Best Product อีกครั้ง
หาสินค้าใหม่ ทำให้คนพอใจ แล้วก็ LogIn อีกครั้ง
๒.เกิดการแตกแยกภายใน ทำให้องค์กรแตกแยก
และล่มสลายไปในที่สุด
๓.คู่แข่งหรือสังคมรับไม่ได้ จะเกิดการทำลายจากภายนอก
จะเกิดการปฎิวัติ

ณ วันนี้ พรรคไทยรักไทย
ได้พิสูจน์แล้วว่าเขาได้สร้างสิ่งที่เรียกว่า
Best Product ของสังคมการเมืองไทย
เป็นการคิดใหม่ทำใหม่ เสนอการเมืองแบบไม่น้ำเน่า
แล้วก็เข้าสู่นโยบายประชานิยมจนกลายเป็น
Customer Satisfaction
และหลังจากนันก็เข้าสู่สามเหลี่ยมมุมที่ ๓
ก็คือ Log In ไปเรียบร้อยแล้ว
เป็นผู้ครองอำนาจแต่ผู้เดียว
เลือกตั้งเมื่อไรก็ชนะ จะทำอะไรก็ได้ทุกอย่าง.....
และได้ทำการหมุนกลับไปสู่ Best
Product->Customer Satisfaction->Log In
แล้วหลายรอบ

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับประชาคมชาติไทยตอนนี้
กำลังถึงจุดของการเปลี่ยนแปลง
จาก Log In ไป ณ ที่ใดที่หนึ่ง

ใน ๓ ข้อที่พี่ท่านบอกมาคือ
๑. กลับสู่วงจรเดิมเพื่อครองอำนาจ Log In
๒. พรรคแตกแยก พรรคล่มสลาย
๓. ถูกปฎิวัติมวลชน

--------------------

สามทางออกนี้ ออกทางใด
ถูกใจใครหรือไม่ผมไม่ค่อยสนแล้วหล่ะ

สนแต่ว่า

เมื่อออกได้แล้ว
ประเทศไทยจะเหลืออยู่ไหมนะ

Tuesday, April 04, 2006

คณิตศาสตร์ กับ ชีวิต (๑) - สมการความเครียด

ผมเป็นคนชอบคณิตศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก
เป็นวิชาเดียวที่พอจะเชิดคอได้
ท่ามกลางเกรดวิชาอื่นที่เป็นเลขฐานสอง

สมัยมัธยมต้น
เคยสนุกกับการแก้สมการ หรือเรขาคณิต
อาจารย์ท่านหนึ่งเห็นแล้วก็นึกสนุกด้วย
ถึงขั้นเอาโจทย์ระดับมหาวิทยาลัยมาให้เล่นกัน

ทำเอากลับบ้านดึกไปหลายวัน

หลังจากสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ผมก็ไม่ได้ใช้ความสนุกสนานเหล่านั้นสักเท่าไหร่
กลับมาสนุกสนานกับการแก้ปัญหา
หาเหตุผลในงานออกแบบ

กว่าจะพบว่ามันสนุกเหมือนวันเก่า ๆ
ก็เกือบจะสาย

ผมเริ่มหยิบหนังสืออ่านเล่นหลาย ๆ แนวมาอ่าน
เริ่มเห็นการนำคณิตศาสตร์
มาอธิบายอะไร ๆ หลาย ๆ อย่าง
ให้เข้าใจง่าย และเห็นภาพชัดเจนขึ้น
ว่าจะเอามาเล่าเป็นตอน ๆ

อันแรกที่หยิบมาเล่าอีกทีนี้
ผมได้มาจาก หนังสือของ คุณประภาส ชลศรานนท์
ในหนังสือรวมเล่มอันหนึ่งของพี่เขา
(เอ เล่มไหน ก็จำไม่ได้แล้วสิ)

พี่จิก(ขอวิสาสะ เรียกว่าพี่จิก แล้วกันนะครับ)
เขียนในหนังสือว่า ได้สมการนี้มาจากคุณหมอคนหนึ่ง
ดูนี่สิครับ


ผมเห็นสมการนี้แล้ว อี้ง ไปสามนาที
นั่งยิ้มนาน ๆ เหมือนได้พบอะไรบางอย่าง

สมมติ แบบแทนค่าสมการนะครับ
กำหนดให้ มี ความสามารถ = 10

อยากจะเครียดมากสัก = 100
ก็ให้มีความอยากไป = 1000 Ans.

อยากจะเครียดกลาง ๆ แค่ = 1
ก็ให้มีความอยาก = 10 Ans.

หากต้องการเครียดน้อย ๆ
ก็ให้มีความอยากน้อย ๆ เช่น
ลองแทนค่าความอยาก = 1
จะเครียดแค่ = 0.1 Ans.

โตขึ้นมาอีกหน่อย
ได้รู้เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง
ช่างมาเสริมกับสมการนี้ได้พอดีกันเลยครับ
เป็นการขยายคำว่า สัญโดษ
"มีน้อยใช้น้อย ใช้ให้คุ้ม ใช้เท่าที่จำเป็น"

ความอยาก แตกความหมายออกมาเป็น
"อยากมี อยากได้ อยากเป็น"
ให้ลดซะ

ประสานแนวคิดตะวันตก
อธิบายให้เข้าสมการคือ
ให้มีการ "พัฒนาความสามารถ" ควบคู่กันไป

คงดีนะครับ
หากแทนค่าสมการด้วย
ความอยาก = 0.01 และจะน้อยลง
ความสามารถ = 1000 และจะมากขึ้น
ความเครียด คงเข้าใกล้ศูนย์เข้าไปทุกที

คงเป็นชีวิตที่มีความสุขนะครับ Ans.

Sunday, April 02, 2006

New Yorkers said "Get Out"

และแล้ว คนไทยในนิวยอร์ค ก็รวมตัวกันซะที
ได้ยินว่า เพิ่งตกลงกันได้เมื่อวันพุธ ประชาสัมพันธ์อ่อนไปนิด

หน้าสถานกงสุล วันเสาร์ ตอนเที่ยง
กลุ่มคนเสื้อเหลืองก็มารวมตัวกัน
(ถ้าชุมนุมกันเงียบ ๆ ตัวเหลือง ๆ จะดูเป็นพวก "ฝ่าหลุนกง"ไป)

เริ่มด้วยการปราศัย ให้ข้อมูล
แทรกให้ข้อสรุป ด้วยการตะโกน "Taksin Getout" เป็นพัก ๆ


พวกที่มา ส่วนใหญ่เป็นป้า ๆ น้า ๆ
แต่ละคนมีประเด็นติดใจในระบอบทักษิณคนละอัน สองอัน
เช่น เรื่องทำไมให้สิงค์โปรมามีกองทหารในไทย
หยุด เอฟทีเอ
หมิ่นสถาบัน ศาสนา พระมหากษัตริย์
จริยธรรม ฉ้อราษฏ์บังหลวง
ฯลฯ
ได้คุยกับ พวกพี่ ๆ (ต้องเรียกพี่ ๆ นะ เรียกป้ากลัวพาลไม่คุยด้วย)
ได้ความว่า พี่ ๆ อยู่ที่นี้มานานหลายสิบปี
ทำร้านอาหาร ขายของชำ เป็นส่วนใหญ่
มีคุณหมอ นักธุรกิจบ้าง

แต่ที่สำคัญคือ "เขาติดตามข่าวสารบ้านเมือง"
ยิ่งกว่านั้นคือ "เขาหวงแหนประเทศชาติ"


ได้คุยกับคุณพี่ท่านนี้ บอกว่า
เขาไล่กันตั้งนานแล้ว
มันทำไมฟังพวกเราไม่รู้เรื่องนะ


หลังจากมอบหนังสือการคัดค้านระบอบทักษิณกับตัวแทนสถานกงสุลแล้ว
ต่อจากนั้นก็
การแจกเนื้อเพลง และการร่วมกันร้องเพลง “คนหน้าเหลี่ยม” ด้วยกัน


“...ลิ่วล้อ สิงกะโปโตก...”


ทั้งร้องทั้งเต้น เป็นที่หรรษา


จบด้วย เพลงสดุดีมหาราชาฯ และ เพลงสรรเสริญฯ


ระหว่างชุมนุม มีป้าชาวอเมริกันเดินผ่านมาหยุดดู
บอกว่าให้ชุมนุมเอา ไอ้บุช ออกไปด้วย
ก็ได้แค่บอกว่า
"Taksin is son of the Bush"

ถ้ามีโกงเลือกตั้ง และเหลี่ยมยังด้านไม่ออก
นัดหน้า เจอกันที่ UN !

Monday, March 27, 2006

พ่อแกมันขี้โกง

“พ่อแกมันขี้โกง ขี้โกง ขี้โกง ๆๆ”
“ไม่จริง พ่อไม่ได้ขี้โกง”

ใครอยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกับผม
สมัยเด็ก ๆ จำได้ไหมครับที่มีโฆษณาตัวหนึ่ง
เนื้อหาเกี่ยวกับรณรงค์ลดการฉ้อราษฏ์บังหลวง

ที่มีเด็กน้อยคนหนึ่งไปโรงเรียน แล้วถูกเพื่อนตะโกนด่าว่า
“พ่อแกมันขี้โกง”
เด็กคนอื่น ๆ ก็ช่วยกันผสมโรงตั้งวงล้อม
“ขี้โกง ขี้โกง ๆๆๆ”
จนเด็กเป้าหมายลงไปกองกับพื้น
ร้องไห้โฮ ตะโกนว่า
“ไม่จริง พ่อไม่ได้ขี้โกง”
ตัดฉากกลับมาเป็นตัวพ่อ นั่งกลุ้มกับปัญหาโกงบนหน้าหนังสือพิมพ์อยู่

สงสารเด็กคนนั้นนะครับ
ไม่ได้โกงแท้ ๆ ดันโดนสังคมประนามจนเจ็บปวด

หากพ่อของเด็กรู้ว่าผลกระทบของการทำกรรม
มันไม่ได้กลับมาแค่ตัวเองต้องติดคุกติดตาราง
แต่กลับทำให้ลูกเมีย ไม่มีที่จะยืนบนสังคม
เงยหน้าก็อายฟ้า ก้มหน้าก็อายดิน
ว่า “พ่อเราขี้โกง”

แม่ค้าซอยละลายทรัพย์ตะโกนด่าคนใหญ่คนโตกันซึ่งหน้า
“ขายชาติ ออกไป”
เพราะได้คาถา “กูไม่กลัวมึง”
ไม่รู้ว่าร้านจะโดนปิด สรรพากรตรวจภาษี ผัวโดนกระทืบ
หรือโดนแจ้งความ
“ดูหมิ่นเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ (กินราดหน้า)” หรือไม่นะครับ
ต้องดูกัน เพราะเครื่องมือตอบโต้กลับ มีให้เลือกเต็มไปหมด

ลูกเมียเดินห้าง ก็โดนตะโกนด่า
“ไอ้หน้าด้าน”
จนวิ่งเข้าห้องน้ำไม่ทัน ไม่วายโดนตามไปด่าอีก

ผมมองเหตุการณ์เหล่านี้ เป็นการกระเพื่อมของ"ระบบจารีต" อันหนึ่ง
จิตนาการดูนะครับ
หากคนชั่ว โกงแผ่นดิน ตื่นเช้ามา ข้างบ้านตะโกนด่า ก่อนนอนตะโกนด่า
เดินผ่านใคร โดนถ่มน้ำลายใส่
แม่ค้าปากซอยไม่ขายก๋วยเตี๋ยวให้
ไม่มีใครยกมือไหว้นับถือ แม้แต่พนักงานต้อนรับม่านรูด
เด็กสองขวบเห็นหน้าในทีวีแล้วตะโกน “ออกไป๊”
เห็นนามสกุล ก็ยี้ แขยงกว่าก้อนอึ
เอาชื่อไปตั้งเป็นชื่อหมา หรือจิ้งจก
(อันนี้เกิดแล้วจริง ๆ บ้านเพื่อนผมที่มหาชัย ตั้งชื่อหมูป่าเลี้ยงว่า ชวลิต
เนื่องจากการลดค่าเงินบาททำให้สูญเงินไปหลายล้าน)

นี่แหล่ะครับ พลังจารีต
ซื่งเป็นกฏหมายแต่โบราณมา
มุ่งให้สังคมสงบสุข
มาตราฐานสูง และดิ้นได้ยากกว่า “กฏหมายลายลักษณ์อักษร”

การลงโทษที่สันติ แต่รุนแรงที่สุดของจารีตคือ
“การขับออกจากสังคม” หรือ “การเพิกเฉย ไม่สังฆกรรมด้วย”

หากมาตราฐานนี้ถูกยก
แผ่นดินไทยจะไม่มีที่ให้คนชั่วอยู่ครับ

เว้นแต่หมาบ้านผม ได้ชื่อใหม่แล้วว่า "ทักษิณ" และ "ออกไป"

Friday, March 24, 2006

อ่านระหว่างบรรทัด

“ให้โอกาสผม ผมจะนำประเทศไทยสู่สากล”
ทักษิณบอกไว้ เมื่อห้าปีก่อน
นี่เพิ่งไม่กี่ปีเอง คำสัญญาที่ว่า
“นักการเมืองรวยแล้วไม่โกง” “ภายในหกปีนี้ คนจนจะหมดไป”
จะเห็นผล แล้วไอ้ที่สนธิออกมาพูด ปาว ปาว
ตอแหลทั้งนั้น
ผลประโยชน์ทับซ้อนทั้งนั้นแหล่ะ
ประชาชนที่ไปหลงเชื่อ จะเดือดร้อน
ถูกนายสนธิ หลอกลวง เล่นนอกเกม
ตื่นได้แล้วประชาชนทั้งหลาย
อย่าไปเชื่อไอ้สื่อจอมปลอมที่
มาร่วมกันขับไล่ นายก และ
อีกไม่นาน ท่านทักษิณ ก็จะจัดการไอ้พวก
กังฉิน และบริวารขันทีรอบข้าง
จงเชื่อในผู้นำของเรา ที่เน้นการส่งออกสินค้า
ออกนอกประเทศ
เศรษฐกิจจะก้าวหน้า พวกก่อการร้ายก็จะฆ่าให้สิ้น
ให้พวกมันไม่มีแผ่นดินจะอยู่
ทักษิณเป็นนายกที่ดีที่สุดแล้ว
ลูกหลานเราจะสรรเสริญ


เขียนไว้เล่น ๆ ตั้งนานแล้ว

Monday, March 20, 2006

Saturday, March 11, 2006

เล่น Crossword กัน

(โปรดใช้วิจารณญาณ และจริยธรรมในการเล่น)



แนวตั้ง
1.บุคคลผู้จ้องทำร้าย ลบหลู่ ศาสดา อาจารย์ และผู้มีพระคุณ, จนวันสุดท้ายของชีวิต ธรณีสูบไปจะหมดตัวจึงจะค่อยสำนึกผิด
3.ผู้นำประเทศ ซึ่งมาตามครรลองการเลือกตั้ง ต่อมาเผด็จการ แบ่งแยก และเข่นฆ่ามนุษยชาติ พาประเทศเข้าสู่หายนะอย่างใหญ่หลวง
4.กลุ่มชนชาตินายทุน คอยจ้องทำลายสยามประเทศแต่โบราณมา จวบจนปัจจุบัน
5.วีรบุรุษในใจชาวสยามจำนวนมาก จอมกะล่อน หลอกลวงประชาชน เอาตัวรอดไปวัน ๆ จนชาวสยามมีตำนานเล่าขาน
6.ผู้นำประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประชานิยมท่วมท้น อำนาจอุดหู ปิดตา ฉ้อราษฎร์ บังหลวง ผลประโยชน์ทับซ้อน จนประชาชนขับไล่ ทั้งผัวเมีย จนไม่มีแผ่นดินจะอยู่

แนวนอน
2.เอาความสามารถของบุคคล แนวตั้ง 1,3,4,5 และ 6 มารวมกัน

เฉลย Crossword

เฉลย
(โปรดใช้วิจารณญาณ และจริยธรรมในการรับชม)

Friday, March 10, 2006

จริยธรรมอยู่ไหน?

ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า จ ริ ย ธ ร ร ม ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู