Sunday, August 17, 2008

08-08-08 วันแรกของวันที่เหลือ

พิธีเปิดโอลิมปิคเกมส์ เมื่อวันที่แปด เดือนแปด ปีสองพันแปด ทำได้อย่างอลังการ แม้จะมีคนบอกตำหนิว่า สิ่งที่เห็นในสนามจะแตกต่างกับสิ่งที่ถ่ายทอดไปทั่วโลก
แต่คิดในมุม จาง อี้ โหม้ว ผู้กำกับว่า
"คนในสนามรังนกเรือนแสน จะเทียบอะไรกับคนทางบ้านอีกพันล้านหล่ะ?"

ไม่แน่ว่าในอนาคตอันไม่ไกลนี้ พิธีเปิดโอลิมปิก จะเป็นหนังสามชั่วโมงเรื่องหนึ่ง ที่มีแค่ช่วงเดินพาเหรดของนักกีฬาที่เป็นภาพจริง

โอลิมปิกครั้งนี้ คงจบไปอย่างอลังการที่สุด แต่คนที่ผมรู้จัก กลับมาจากจีนช่วงปีนี้ด้วยความไม่ค่อยประทับใจต่อคนจีนซักเท่าไหร่ เพราะเรื่องการท่องเที่ยว ธรรมชาติคนจีนไม่ใช่คนที่ต้อนรับขับสู้เหมือนคนไทย
เรื่องภาษาอังกฤษ คงเป็นอุปสรรคใหญ่ที่คนจะเที่ยวประเทศจีนต้องคิดหนัก แต่ต่อไปจีนคิดว่ามันอาจไม่ใช่ปัญหา
ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่รีบเร่งบีบคั้น คนจีนเมืองใหญ่ เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ มีแนวโน้มจะโกรธ และรำคาญชาติอื่นที่พูดภาษาเขาไม่ได้

จากปัจจุบัน การที่จีนเป็นฐานการผลิตสินค้าที่ใช้กันทั้งโลกกว่าหกสิบเปอร์เซนต์ ทำให้สิบปีที่ผ่านมา คนจีนมีฐานะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ชนชั้นกลางกว่าหลายร้อยล้านครัวเรือน ย่อมอยากมีรถ อยากมีบ้านเดี่ยว อยากกินหูฉลาม
เป็นการเหยียบคันเร่งอย่างแรงของภาวะโลกร้อน และปัญหาสิ่งแวดล้อม
การเพิ่มจำนวนปศุสัตว์ทำให้ทำลายทุ่งหญ้าในแถบมองโกเลียใน ทำให้พื้นที่เป็นทะเลทราย กลายเป็นพายุทรายกระหน่ำกรุงปักกิ่ง

การมีจำนวนรถจำนวนมากขึ้น จำเป็นต้องถลุงเหล็กด้วยพลังงานถ่านหิน เมื่อถอยรถออกไปใช้ ก็ต้องใช้น้ำมันจากซากฟอสซิล การบริโภคอาหารที่ต้องการหีบห่อจำนวนมาก เพิ่มปริมาณคาร์บอนในชั้นบรรยากาศอย่างมาก

ฉลามลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากโดนตัดครีบเพื่อส่งเข้าครัวในภัตตาคารเหลาสุดหรู ทำให้ปลาที่เป็นเหยื่อมีปริมาณมากขึ้น แพลงตอนพืช และสาหร่ายทะเลลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่สามารถลดปริมาณคาร์บอนได้เท่าเดิม
แน่นอนว่าข่าวร้ายพวกนี้ เป็นความจริงที่เลี่ยงไม่ได้ และก็ไม่เป็นธรรมนักหากจะห้ามชนชั้นกลางจีนไม่ให้บริโภคทรัพยากรมากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งพวกเขาก็ติดภาพสังคมบริโภคของสหรัฐอเมริกา

เมื่อเงินได้มาอย่างง่าย แต่ความสามารถทางสังคมยังไม่พัฒนาตาม สิ่งที่เห็นในโอลิมปิกจึงเป็นภาพสะท้อนอะไรบางอย่าง เช่น การที่คนจีนไม่รู้จักเข้าคิว การที่ไม่รู้มารยาทการชมกีฬา ฯลฯ

คนจีนบางจำพวก เมื่อเห็นคนอื่นเริ่มมีฐานะ ก็อยากมีอยากได้บ้าง แต่ด้วยความสามารถที่ไม่เพียงพอ บวกความมักง่าย ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาคนที่ไปประเทศจีน จะมีประสบการณ์ว่าคนจีนไม่ซื่อสัตย์ และฉกฉวยโอกาส ฉ้อโกงทั้งทางตรง และทางอ้อม
กฎระเบียบของทางราชการ มีความซับซ้อนคล้ายกับประเทศไทย การขออนุญาตทำอะไร เป็นเรื่องยุ่งยากไปเสียหมด
ซึ่งเป็นช่องทางของการคอร์รัปชั่นทั้งตามน้ำ และทวนน้ำ

ข่าวแม่น้ำโขงไหลเอ่อทั่วสองริมฝั่ง ตั้งแต่เชียงราย ถึงหนองคาย เวียงจันทน์ และความเดือนร้อนกำลังลามลงไปทางท้ายน้ำ มีหลายคนสัญนิษฐานและตั้งคำถามถึงสาเหตุว่า เกิดจากการที่จีน ทำเขื่อนกั้นน้ำลำน้ำโขง จำนวนแปดแห่งในมณฑลยูนาน เพื่อนำไปผลิตไฟฟ้ารองรับพื้นที่อุตสาหกรรมใหม่หรือไม่?

แล้วชาติผู้ได้รับผลกระทบอย่างพม่า ลาว ไทย กัมพูชา เวียดนาม ที่มีเงินจีนลงทุนทางธุรกิจจำนวนมหาศาล จะกล้ารวมตัวเรียกร้องใดๆ หรือไม่?

ข่าวไข้หวัดนกเมื่อสองปีก่อน มีคนจีนหัวเส ทำวัคซีนปลอมออกขาย ด้วยการเจือจางวัคซีน และขายราคาถูก ซึ่งหารู้ไม่ว่าการทำเช่นนั้นจะทำให้เชื้อกลายพันธุ์ และแข็งแรงขึ้นจนกลายเป็นโรคที่ไม่มีทางรักษาและป้องกัน อันเป็นผลกระทบระดับมนุษยชาติ

หนังสือต่างประเทศได้เปรียบจีน ว่าเหมือน ยักษ์ตื่น หรือมังกรขยับตัวแล้ว ซึ่งก็เป็นการเปรียบที่ได้เห็นภาพ แต่อีกทางหนึ่ง กล่องแพนโดร่าอีกกล่องหนึ่งที่ได้ถูกเปิดออก หากทั้งโลกยังไม่มีทางออกใดๆ

เป็นกล่องแพนโดร่ากล่องใหญ่ ที่จะส่งผลกระทบกับโลกทั้งโลกได้เร็วๆ นี้ ซึ่งเป็นการนับถอยหลังในวันแรกของวันที่เหลือนั่นเอง

Sunday, May 25, 2008

บทเรียนจากความพิการ

เดือนก่อน ผมมีโอกาสไปดูงานที่บ้านนนทภูมิแถวปากเกร็ด

บ้านนนทภูมิ เป็นบ้านเลี้ยงเด็กพิการภายใต้การสนับสนุนของรัฐ ภายใต้สถานสงเคราะห์เด็กพิการ และทุพพลภาพปากเกร็ด ก่อตั้งตั้งแต่ปี 2513 รับฟื้นฟูเด็กพิการทางร่างกายทั้งชายและหญิง อายุ 7-14 ปี เพื่อให้เขาสามารถฟื้นฟูสมรรถภาพ เพื่อไม่เป็นภาระกับสังคม

หากเป็นยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง สมัยพรรคนาซีเรืองอำนาจ ใครคนใดเป็นผู้พิการ หรือเด็กทุพพลภาพ ต้องนำไปประหาร เนื่องจากไม่เป็นผลดีกับประเทศชาติในการเสียงบประมาณเพื่อเลี้ยงดู โดยไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น มองในแง่ตัวพวกเขาเอง พวกนาซีก็คงคิดว่า จะปล่อยให้อยู่ไปอย่างไร้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไปทำไมกัน

ซึ่งเพียงแค่คิด หลายคนคงแย้งว่า ช่างไร้มนุษยธรรม หรือบางคนคงคิดว่า ไม่เป็นลูกหลานตัวเองก็คงไม่รู้สึก

ในห้องเด็กพิการซ้ำซ้อน น้องบางคนมีความสามารถของพืช ไม่สามารถขยับได้ มีการตอบสนองเพียงเล็กน้อย ผมเคยอ่านเรื่องเล่าเกี่ยวกับนรกภูมิ ว่ามีบางขุม หากใครไปเกิดในขุมนั้น จะเป็นเพียงสัตว์ที่มีลักษณะพิเศษ เช่นไม่มีหนังหุ้ม ทำให้ต้องปวดแสบปวดร้อนแม้สัมผัสเพียงลมพัด หรือบางภูมิไปเกิดเป็นตัวประหลาดที่มีแต่จมูก เกิดอยู่บนโลกแห่งควันไฟ เกิดมาเพียงหนึ่งวินาทีก็ต้องสูดหายใจเข้า และสำลักควันไฟนั้นตายไป และเกิดใหม่

หรือการที่ได้เกิดมาอยู่ในสภาพนี้อาจเป็นบางภูมิของนรก สำหรับคนที่เคยอ่านหนังสือเรื่อง “เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน” คงคิดไปในทางเดียวกันว่า นี่คงเป็นผลกรรมจากการทำ “ปาณาติปาต” เมื่อชาติปางก่อน



น้องอุ้ม เด็กพิการซ้ำซ้อน อายุสิบสองปี หน้าตาดีถึงขั้นเป็นดาราได้ หากไม่พิการ วันนี้น้องอุ้มทำได้เพียงแค่ตอบโต้กับคำถามง่ายๆ พูดได้คำสั้นๆ ลุกเดินขับถ่ายเองไม่ได้ จำเป็นต้องอาศัยพี่เลี้ยง และดำรงชีวิตอยู่บนเตียงเป็นส่วนใหญ่

ผมถามเจ้าหน้าที่ถึงสาเหตุของเด็กพิการ ได้ความว่า บางคนมาจากพ่อแม่ที่ไม่ตั้งใจตั้งครรภ์ และกินยาขับแต่ไม่ออก ส่งผลให้เด็กเกิดมาในสภาพพิการซ้ำซ้อน

มันเป็นสิ่งที่ย้ำในใจผมว่า หากไม่รักใคร หากไม่พร้อม อย่าเพิ่งมีเขา

ในมุมมองผม ที่นี่ ไม่ได้เป็นเพียงแค่บ้านสงเคราะห์เด็กพิการ แต่เป็นสถานที่สาธิตกฎแห่งกรรม เป็นสถานที่ที่เตือนใจให้ระวังตนเอง ระวังที่จะรักผู้อื่น ซึ่งจากการเยี่ยมชมที่นี่ คนที่ได้ประโยชน์อาจไม่ใช่เด็กหรือเจ้าหน้าที่ที่นี่ แต่คนที่ได้กลับเป็นพวกเราเอง


อย่างน้อยก็ผมคนหนึ่ง

Friday, April 25, 2008

Long Live...the Water Manager

ภาพที่เราเห็นจนคุ้นตามานานหลายสิบปี คือภาพในหลวงเสด็จพระราชดำเนินไปตามต่างจังหวัดกล้องถ่ายรูปทรงสะพายกล้องถ่ายรูป ในมือทรงกำแผนที่ยับๆ มีรอยเขียนยุ่งไปหมด

ผมไม่ได้เห็นภาพนั้นสดๆ มาหลายปีแล้ว


วันนี้ ผมกลับมาบ้านตอนค่ำ เปิดทีวี ผมเห็นภาพในหลวง ทรงประทับนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ มีคนพับเพียบอยู่ข้างๆ กำลังถวายงาน

"ท่านกำลังจัดการน้ำ"

ผมเรียนมาจากเมืองนอก ในสาขาวิชา Facility Management หรือ การบริหารจัดการทรัพยากรกายภาพ ผมใช้วิชานี้ในการหากิน ในการช่วยชาติบ้าง ทำอะไรให้มันดีขึ้นมาในสองสามปีนี้ แต่พอมาคิดถึงสิ่งที่พระองค์ท่านจัดการตลอดมานั้น ผมรู้สึกตัวเองกลายเป็นเม็ดทรายเม็ดหนึ่งบนหาดทรายกว้างไปในทันที

Water Management หรือ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เป็นสิ่งที่พระองค์ท่านทำมาตอลด การสร้างเขื่อน แก้มลิง ระบบชลประทาน โครงการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน การพัฒนาป่าพรุ กังหันน้ำชัยพัฒนา ฯลฯ

คราวนี้ ท่านทรงแนะ ให้คิดใหม่ทั้งระบบ เนื่องจากสภาวะแวดล้อมเปลี่ยน ทำให้ภูมิอากาศเปลี่ยน ฝนเปลี่ยนที่ตก ปีนี้มีลมแรง ฝนตกปริมาณมาก ต้องเร่งจัดการน้ำ
- ตามรายงานข่าวว่า สนามกอล์ฟ ให้ความร่วมมือในการให้พื้นที่กักเก็บน้ำเมื่อหน้าน้ำ และจะเป็นแหล่งสำรองน้ำสำหรับหน้าแล้ง จะได้มีน้ำใช้ในการเกษตร ที่สนามกอล์ฟให้ความร่วมมือ เพราะเห็นว่าเป็นโครงการพระราชดำริ
- แหล่งน้ำในกรุงเทพฯ จำเป็นต้องปล่อยให้น้ำระบาย เพื่อทำความสะอาดตะกอน และไม่ให้เน่าเสีย
ภาพในจอ เป็นภาพแผนที่ประเทศไทย ที่มีข้อมูลขี้นเป็นตารางอยู่ข้างๆ มากมาย

ผมเคยฟังเรื่องเล่าจากผู้ที่ทำงานในโครงการพระราชดำริว่า แผนที่ยับๆ ในมือท่านนั้น ท่านเป็นผู้ศึกษา และจดเขียนเอง ท่านยังมีวิธีพับที่มีประสิทธิภาพในการตรวจงานที่ต่างๆ

ในเชิงปฏิบัติ นักจัดการที่ดีที่สุด ที่จะทำการจัดการให้องค์กรได้ประโยชน์สูงสุดและทำงานไม่เหน็ดเหนื่อยนั้น ต้องเป็นเจ้าขององค์กรนั้นนั่นเอง

คิดดูดีๆ ว่าพระองค์ทรงมีพระชมน์มายุ 80 พรรษาแล้ว หากเทียบกับคนอายุ 80 ปี ที่ยังต้องทำงาน คงไม่ง่ายเท่าไรนัก

แผ่นดินนี้ จึงเป็นของพระองค์อย่างไม่ต้องสงสัย ในความคิดผม


ขอพระองค์ ทรงพระเจริญ

Thursday, December 06, 2007

ท่านทรงย้ำ สามัคคี

ในหลวงออกมหาสมาคม ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท
ทรงย้ำเรื่อง สามัคคี อีกครั้งในช่วงนี้

ในหลวงมีพระราชดำรัสเรื่อง ความสามัคคี ที่คนไทยทุกคนจำได้คือ
“รู้รักสามัคคี” ในช่วงพฤษภาคม ปี 2535 ซึ่งเป็นช่วงที่สังคมแตกแยก เกิดความรุนแรง

ช่วงปีที่ผ่านมา มีหลายคนตีความว่า สามัคคีคือสมานฉันท์
ความขัดแย้งทุกอย่างตอนนี้ จะแก้ด้วยความสมานฉันท์
ความเห็นผมว่า ไม่ใช่

หากความขัดแย้งในสังคมถูกแก้ได้ด้วยแค่คำว่าสมานฉันท์แล้ว
สังคมเราจะกลายเป็นสังคมสีเทาไปในทันที
เนื่องจากสีขาว ต้องผสมกับสีดำ
ความดี จำต้องผสมกับความชั่ว
ซึ่งผมมองว่า นี่ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาระยะยาว และยั่งยืนเลย
เพราะการแก้ปัญหาแบบ สมานฉันท์ความชั่ว กับความดีนั้น
รังจะทำให้สังคมตกต่ำลงไป กลายเป็นสีเทาเข้มขึ้นๆ เรื่อยๆ
จนกลายเป็นสีดำ

ในความเห็นผม ความสามัคคี ที่จะนำมาแก้ความขัดแย้งในสถานการณ์ปัจจุบันน่าจะเป็น
ความเข้าใจ มากกว่าสมานฉันท์

ผมได้ยินได้ฟัง คนชั้นกลางในตัวเมือง หลายต่อหลายคน ชอบสรุปว่า
พวกคนระดับรากหญ้าเป็นคนโง่ โดนหลอกง่าย ทำให้ชื่นชอบ และเสพติดกับนโยบายประชานิยม
รวมทั้งเพิกเฉยต่อผลกระทบร้ายแรงของการซื้อเสียงเลือกตั้ง

บางคนสรุปอีกว่า ประเทศเราไม่เจริญเพราะรากหญ้า
นำไปสู่ความคิดสุดโต่งของบางคน เช่น การตัดสิทธิ์เลือกตั้งคนพวกนี้ให้หมด หรือ แบ่งแยกประเทศ หรือ Killing field เลยก็มี
ซึ่งเป็นเรื่องไร้เพ้อเจ้อไร้สาระ

ความเข้าใจ ที่มา และเหตุปัจจัยที่ทำให้เขาคิด และกระทำแบบนั้น
อาจเป็นวิธีการลดความขัดแย้งได้
พวกเขาแร้นแค้น รัฐบาลขาดการเหลียวแลในปัญหาเฉพาะหน้ามานาน ปัญหาชนชั้นที่ห่างขึ้นเรื่อยๆ และปัญหาการศึกษา ฯลฯ
ล้วนแล้วแต่เป็นสาเหตุที่ทำให้เขามีสิทธิที่จะมองแค่ประโยชน์เฉพาะหน้า ไม่มองถึงอนาคตอันยาวไกลทั้งสิ้น

ผมเชื่อว่า เมื่อเราเข้าใจที่มาที่ไปแล้ว สังคมเราจะลดความขัดแย้งได้ และยังนำไปสู่การแก้ปัญหาได้ในที่สุด

ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยกล่าวว่า
วิธีที่แสดงความจงรักภักดีที่ดีที่สุดคือ
การทำงานที่ในหลวงทรงทำ
เพื่อให้ในหลวงไม่ต้องเหนื่อยอีกต่อไป

ผมเชื่อแบบนั้น

"ขอพระองค์ทรงพระเจริญ"

Monday, April 09, 2007

จะยิ้มทำไมทั้งวัน(วะ)?

สมัยผมทำงานที่นิวยอร์ค เมื่อปีก่อน
นิวยอร์ค ก็ยังคงเป็นมหานครของโลกเหมือนอย่างที่มันเคยเป็นเสมอมา

ในที่ทำงานเก่าของผม นอกเหนือจากอเมริกันแล้ว
เพื่อนร่วมงาน จริงๆ แล้วมีประมาณยี่สิบคน
แต่กลับมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์อย่างคาดไม่ถึง เมื่อมานั่งคิด

โปแลนด์ เชค เกาหลีใต้ ญึ่ปุ่น จาไมก้า ไนจีเรีย แทนซาเนีัย ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ ลาว เอกัวดอร์ สาธารณะรัฐโดมินิกัน และ ไทย


ผมสังเกตว่า เพื่อนชาวจาไมก้าของผม มันยิ้มอยู่ได้ทั้งวัน
ฟันขาวๆ ของมัน ตัดกับสีผิวน้ำตาลดำ และหัวเหน่งได้อย่างสะดุดตามาก

วันหนึ่ง ผมได้มีโอกาสยืนฉี่ข้างๆ มัน
หันไปมองหน้ามัน มันก็ยิ้มให้

ผมเลยถามมันตรงๆ แบบกวนๆ ยิ้มๆ ว่า
"นี่เอ็งเคยหยุดยิ้มไหมวะ?"

มันยิ้มกว้างกว่าเดิม
เขย่าตัว เสร็จภาระกิจ
แล้วตอบคำถามกวนๆ ของผมว่า

"The day is too short to be upset, man"

เสียงเพื่อน แทนซาเนีย ในส้วมที่ปิดอยู่
เฮดังลั่น แสดงความชอบใจในคำตอบ

ส่วนผม

ผมยังยิ้มได้ทุกครั้งที่นึกถึงคำตอบมัน

Saturday, April 07, 2007

เราต้องเลิกหาทางลัด คือหนทางพัฒนาชาติไทย

ทางลัดในที่นี้ มีตั้งแต่
เดินลัดสนาม ข้ามถนนใต้สะพานลอย
แทรงคิวซื้อตั๋วหนัง หรือเข้าห้องน้ำตามห้าง
จนถึง ทางลัดสู่ความรวย และความสำเร็จ

คำว่า “เลิกหาทางลัด” มาจากหลายเหตุการณ์
มันมาจาก
รู้จักรอ
รู้จักเข้าคิว
รู้จักที่จะอยู่ในระเบียบ
รู้จักที่จะเคารพสิทธิคนอื่น
รู้จักพอในสิทธิและความสามารถของตัวเอง

ใครขับรถต่างจังหวัดบ่อยๆ หากมีการซ่อมทางที่ปิดไปช่องทางวิ่งหนึ่ง
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ จะมีรถประมาณ สิบเปอร์เซนต์ ลงไปวิ่งที่ไหล่ทาง
แล้วไปแทรกเอาข้างหน้า
นั่นคือต้นเหตุที่จะทำให้รถติดขึ้น
และจะทำให้รถลงไปวิ่งบนไหล่ทางมากขึ้น จนกลายเป็นอีกช่องทางหนึ่ง

หากใครเคยขับรถในต่างประเทศ
ถ้ามีถนนปิดซ่อม หรือมีเหตุต้องรวบช่องทางวิ่ง
มันเป็นที่รู้กันว่า เขาจะสลับกันไป
คือ ซ้ายไปหนึ่งคัน ขวาไปหนึ่งคัน
หากถึงคิวทางขวา แต่รถคันทางขวาชักช้ายืดยาด
รถทางซ้าย ก็จะรอ หากรอไม่ไหว เขาก็บีบแตรด่า เร่งให้ไปเร็วๆ

นี่ไม่ใช่มารยาท
แต่มันคือบรรทัดฐาน
บรรทัดฐานแห่งการเคารพสิทธิคนอื่น
บรรทัดฐานแห่งการไม่ลัด

แม้เรื่องเล็กๆน้อยๆ เช่น การเข้าคิวในห้องน้ำ
หากห้องน้ำมีหลายห้องให้เลือก
เขาจะยืนเป็นแถวเดียว
และห้องไหนว่างก่อน คนที่ยืนอยู่หัวแถว จะเป็นคนได้เข้าในห้องที่ว่างก่อน
ไม่ใช่ไปยืนเข้าคิว ที่หน้าห้องแต่ละห้อง แบบที่คนไทยทำกันบ่อยๆ
ใครซวยไปเจอห้องน้ำที่ปิดเสียไว้ ก็โชคร้าย ยืนรอไปเถอะ


เคยมีคำกล่าวว่า
ข้าราชการใหญ่ๆ โตๆ ใช้แค่สองอวัยวะ
คือ "ลิ้น" กะ "ตีน"
ลิ้นเลีย กะ ตีน ใช้วิ่ง
ไม่ได้ใช้ “หัว” คิด หรือ “มือ” สร้างผลงาน

"เลีย" และ"วิ่ง" คือ การหาทางลัดที่ชัดเจนแบบหนึ่ง
ลัดสู่ความใหญ่โต และลัดสู่ความบาดหมาง
ขึ้นไปนั่งอยู่บนหัวคนอื่น ด้วยความไม่ชอบธรรม
มีเสียงสาปแช่ง และคำก่นด่า
แม้ว่าเสียงเหล่านั้นจะมีแทรกๆว่า
“เส้นกูไม่ใหญ่บ้าง ก็แล้วไป”

หนังสือที่ขายดีมากเมื่อเร็วๆ นี้คือ
หนังสือจำพวก เส้นทางรวยลัด รวยเร็ว อยากรวยต้องรู้

การที่อยากเป็นเศรษฐีแบบ เร็ว และทางลัด
ทางปฏิบัติส่วนหนึ่ง คือ การเล่นหวย เล่นหุ้น
หวังลมๆ แล้งๆ ในความหวังเชิงสถิติที่แทบเป็นไปไม่ได้
ไม่ได้มี Productivity ให้ชาติมันพัฒนาขึ้น

ทางลัดสู่ความสนุกในการดูฟุตบอล
คือการนำเข้าการถ่ายทอดสด ฟุตบอลต่างประเทศ
ลัดข้ามกระบวนการพัฒนาฟุตบอลในประเทศไทย
อาจเป็นสาเหตุหลัก ที่บอลไทย จะไม่ได้ไปบอลโลกตลอดกาล
เพราะ เราหาแต่ทางลัด

อุตสาหกรรมหลายอย่าง เราอยากจะมี อยากจะเป็น แบบลัดๆ
เราจึงนำเข้าเทคโนโลยีอย่างเดียว
เป็น Technology Transplant
เหมือนนำต้นไม้ที่โตแล้ว มาปลูกในบ้านเรา
วันหนึ่ง เมื่อสายการพัฒนาทั้ง คน และเครื่องของเราขาดไป
จากนั้น เราก็ต้องนำเข้า (ทั้งคน ทั้งเครื่อง) ตลอดไป
เหมือนต้นไม้ใหญ่ บังแสง และแย่งอาหารต้นกล้าน้อยๆ ที่เป็นเมล็ดพันธุ์ที่เกิดในบ้านเราเอง
ต้นกล้าน้อยๆ เหล่านั้น ก็เหี่ยว และตายไป

เศรษฐกิจพอเพียง หรือแนวคิดแบบพอเพียง
คือการบอกให้เรา เลิกหาทางลัดได้แล้ว

มาดูตัวเองซะ
มีความสามารถแค่ไหน จงรู้ตัวเองว่าเราอยู่ตรงไหน
จงรู้สิทธิเรา หน้าที่เรา เคารพสิทธิคนอื่น
ค่อยๆ เดินบนพื้นฐานที่มั่นคง
ค่อยๆ พัฒนา บนพื้นฐานความรู้ของเรา
สร้างองค์ความรู้ที่จำเป็นใช้ในการพัฒนาได้

แนวคิดนี้ ไม่ได้บอกให้ ห้ามนำเข้า
แต่สอนให้ นำเข้าได้ แต่ต้องเรียนรู้ด้วย
การนำเข้าความรู้ หรือ คน ต้องไม่ใช่ “ทางออก”
แต่มองให้มันเป็น “กระบวนการ” เรียนรู้
เรียนรู้ที่จะอยู่ได้ด้วยการไม่นำเข้า ให้ "เร็วที่สุด"

"เร็วที่สุด" แบบไม่ลัดด้วยนะครับ อย่าลืม

Thursday, January 04, 2007

ช่วยกันนะครับ checkairport.com

สนามบินสุวรรณภูมิ น่าจะเป็น ความภูมิใจของชาวไทยทุกคน
แต่ที่ผ่านมา ยังมีงานที่ต้องแก้ไขอีกมาก
มาร่วมกันส่งเสียง ออกความเห็น แสดงความรู้สึก
ทุกเสียงจะถูกฟัง และนำไปสู่ทางแก้ไข
เพื่อความภูมิใจของชาวไทยเรา
ยิ่งกว่านั้น เพื่อสมพระเกียรติ
นามพระราชทาน
"สุวรรณภูมิ"

เข้าเวป checkairport.com

Thursday, December 14, 2006

ณ มุมเล็กๆ กับเทียนเล่มน้อย

คืนวันที่ห้า ธันวาคม เวลาหกโมงครึ่ง
พระองค์ท่านจะรู้หรือไม่หนอ
ที่มุมเล็กๆ ที่มุมถนน หัวมุมวัดพระแก้ว หน้าศาลหลักเมือง
มีคนรอรับเสด็จตรงนั้นอยู่ ผมคะเนด้วยสายตา คงไม่ต่ำกว่าพันคน

ทุกคนชะเง้อ เขย่ง เบียดเสียด
ลมพัดมาเป็นระยะห่างๆ แต่ไม่พอที่จะบรรเทาความร้อนจากการเบียดเสียดได้

พี่ร้อยตำรวจเอก จิตวิทยาสูงคนหนึ่ง เห็นสภาพการณ์
หันมาบอกกับทุกคน “เห็นไฟแว๊บๆ ก็พอแล้วเนอะ”

แก้มที่ยกขึ้นจากรอยยิ้ม ของคุณป้าข้างๆ คงเป็นคำตอบที่ดี

อีกข้างหนึ่งของผมเป็นพ่อแม่ มากับลูกสาวตัวน้อยสองคน
สาวตัวน้อยทั้งสอง ที่อยู่ในหลุมกำแพงคน ร้อนเหงื่อออก แต่ไม่งอแง
พ่อสลับกันอุ้มขึ้นมาจากหลุมคนตรงนั้นเป็นระยะ

ผู้คนคับคั่ง เบียดเสียด
ถ้าไปดูการแสดง คงมีได้โวยวายกันบ้าง
แต่ผมเชื่อว่า ทุกคนตรงนั้น เต็มใจมา

เวลาก่อนทุ่มเล็กน้อย
พี่ร้อยเอกคนเดิมขอร้องให้ทุกคนนั่งลง ด้วยหน้าตายิ้มแย้มเหมือนเคย
“เอ้า คนไทยนั่ง”
“เอ้า ฝรั่งนั่ง”
นักท่องเที่ยวหลายคน ที่ยืนอยู่ถัดไปแถวสอง แถวสาม หน้างงๆ แต่นั่งลงตามเพื่อนคนไทยที่หัวเราะอยู่รอบข้าง

ตำรวจหันไปยืนประจำที่แล้ว เป็นสัญญาณที่ในหลวงจะเสด็จผ่านในไม่ช้านี้
แม้จะมองเห็นแค่รถพระองค์ท่าน เป็นไฟแว้บๆ ไกลๆ
เป็นภาพที่ลอดแถวตำรวจที่บังอยู่ และผ่านไปอย่างรวดเร็ว ประมาณห้าวินาที
แต่เสียง “ทรงพระเจริญ” ที่ทุกคนในที่นั้นร้องตะโกน
เสียงธงโบกอย่างพร้อมเพรียง
เป็นบรรยากาศที่บรรยายไม่ถูกจริงๆครับ

ปีนี้เป็นปีแรกที่ผม ได้มาจุดเทียนชัยถวายพระพร ที่ท้องสนามหลวงจริงๆ ซะที
หลังจากที่เคยจุดหน้าทีวีมาหลายครั้ง

จากเทียนเล่มน้อยของผม ที่ได้เพื่อนผู้ใจดีอุตส่าห์หยิบมาฝาก
ผมคงเป็นดวงเทียนหนึ่งดวงในหลายล้านดวง
และคงเป็นเสียงเล็กๆ ในอีกหลายล้านเสียง ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และสดุดีมหาราชาอย่างภูมิใจในพระองค์ท่าน

ท่านเคยเขียนในบันทึกส่วนตัวของพระองค์ท่าน
ในระหว่างทางที่ท่านเสด็จนิวัตรกลับไปศึกษาต่อ
เมื่อทรงได้ยินเสียงตะโกนจากพสกนิกรว่า "ในหลวงอย่าทิ้งประชาชน"
พระองค์ท่านได้ตอบกลับในพระราชหฤทัยว่า “เราจะทิ้งประชาชนได้อย่างไร ถ้าประชาชนไม่ทิ้งเรา”

หกสิบปีแล้ว ท่านทรงแสดงให้พวกเราเห็นแล้วว่า ท่านไม่ทิ้งประชาชนจริงๆ
ประชาชนไม่มีวัน และไม่แม้แต่จะคิดจะทิ้งท่าน

“
ขอพระองค์ จงทรงพระเจริญ”

Wednesday, November 22, 2006

ช่วงนี้ คุณฝันบ้างหรือเปล่า?

ฝันที่หมายถึง ไม่ใช่แนวฝันไปไกลต้องไปให้ถึง
หรือ ฝันละเมอเพ้อถึงใคร
แต่หมายถึง “นอนหลับ และฝัน”

สมัยเรียนอยู่ มีช่วงหนึ่ง ผมชอบอ่านหนังสือพวก How To
หรือแนวหนังสือจิตวิทยาประยุกต์ เช่น การพัฒนาตนเอง การอ่านคน ฯลฯ
อ่านอยู่หลายเดือน รู้สึกว่ามันมีความเครียดรุมๆ อยู่
มองแง่ดีว่า มันเป็นพลังขับดันได้ลึกๆ

ช่วงนั้น เพื่อนผมกำลังเวียนกันอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง
เป็นวรรณกรรมเด็ก เล่มหนา ชื่อดังของ มิคาเอล เอนเด้
เรื่อง Never Ending Story

หลายคนแนะนำว่าดี แต่ผมมองว่า มันน่าจะเสียเวลา
แต่วันหนึ่ง หนังสือก็มาวางอยู่ตรงหน้าผม ในโรงอาหารตอนเที่ยง

ผมลองพลิกอ่าน ไปสามสี่หน้า และใช้เวลาทั้งบ่ายนั้นอ่านไปเรื่อยๆ
เพื่อนผมเลยเอาให้ยืมกลับไปอ่าน

คืนนั้น และคืนต่อๆ มาอีกหลายคืน
ผมฝันเป็นตุเป็นตะ ทั้งเกี่ยว และไม่เกี่ยวกับในหนังสือ
แต่มันทำให้ผมตระหนักได้ว่า มันเป็นเวลานานมากแล้ว ที่ผมไม่ได้ฝัน

ก็เพิ่งได้รู้ว่า
การได้ฝันเป็นการทำให้การนอนมีความสุข
ทั้งก่อน และหลัง

สำหรับ Never Ending Story
โชคดีที่ผมจำภาพ และเรื่องในหนังไม่ค่อยได้
มันทำให้จินตนาการเมื่ออ่านหนังสือ บินไปได้ไกลกว่าในหนังมาก
เท่าที่ได้อ่านของ เอนเด้ มาสองสามเล่ม
เล่มนี้ น่าจะสร้างฝันได้ดีที่สุด

ด้วยจินตนาการนี่เอง ที่ทำให้วรรณกรรมเด็กยิ่งใหญ่
และมีผลกระทบได้มากกว่างานเขียนชนิดอื่นๆ ในความคิดผม

ใครนึกไม่ออก ว่าฝันเรื่องสุดท้ายเรื่องอะไร
ลองอ่านวรรณกรรมเด็กดีๆ ซักเรื่องสิครับ

Monday, November 20, 2006

ทำงานไปเพื่ออะไร?

สมัยเรียนปีสาม ผมชอบไปฟังสัมมนาวิชาการตามที่ต่างๆ
ผมถูกเพื่อนชักชวนปนหลอกล่อ เข้าไปเข้าฟังสัมมนาการพัฒนาธุรกิจแห่งหนึ่ง

ในห้องบรรยาย มีคนกว่ายี่สิบคน วัยคละกันตั้งแต่วัยเกษียร จนถึงรุ่นประมาณผม
ผู้บรรยาย เป็นคนหนุ่มวัยสามสิบปลาย
เขาแนะนำตัวว่าเขาจบวิศวฯ จากสถาบันชื่อดัง
เรียนต่อเมืองนอกเมืองนา ได้ทำงานดีๆ บริษัทใหญ่ๆ มามากมาย

เขาเริ่มถามคำถามคนในห้อง
คำถามนั้นเป็นคำถามแบบเปิด เขาถามว่า
“ทำงานไปเพื่ออะไร?”

เขาถามไล่เรียงแถวไปจากข้างหลังมาข้างหน้า
คำตอบหลากหลาย มาจากหญิงและชายไล่มาเรื่อยๆ
“ชีวิตมั่นคง” “เพื่อลูก” “เลี้ยงดูพ่อแม่” “ชีวิตที่ดีขึ้น” “อยากเที่ยวรอบโลก” “ฯลฯ”

ด้านหน้าห้องเป็นกระดานไวท์บอร์ดอันใหญ่
ผู้ถามนำคำตอบทุกคน ค่อยๆ เขียนไว้บนกระดาน

“น้องหล่ะครับ ทำงานไปทำไม?” เขาไล่ถามมาถึงผมแล้ว
“เพื่อให้ชีวิตมีค่าครับ” ผมตอบ
คำตอบผมขึ้นไปอยู่ตรงมุมของไวท์บอร์ดอันใหญ่

เมื่อได้คำตอบครบจากทุกคนในห้อง
จากนั้น เขาเขียนคำหนึ่งตัวโต ไว้ตรงกลางไวท์บอร์ดที่เว้นไว้ว่า
“เงิน”

เขาเริ่มเชื่อมโยงสิ่งที่ได้จากคำตอบทุกท่าน
“เพื่อลูก” จะเลี้ยงลูกได้ไหม ถ้าไม่มี “เงิน”
“ชีวิตที่ดีกว่า” มีรถ มีบ้าน ก็ต้องใช้ “เงิน”
“เที่ยวรอบโลก” จะทำได้ไหม ถ้าไม่มี “เงิน”
เขาพูดก็พลางลากเส้นจากคำตอบที่สะสมมา เข้ามาสู่คำว่า “เงิน”

สุดท้าย เหลือคำตอบของผม “ชีวิตมีค่า” เป็นตัวสุดท้ายที่ยังไม่ได้มีเส้นเชื่อมไปถึงคำว่า “เงิน”

“คำตอบนี้ของใครนะครับ?” เขาหันมาถาม
ผมยกมือขึ้น ซึ่งต่อให้ไม่ยก คนข้างๆ ก็ชี้มาทางผมอยู่แล้ว
“น้องทำงานหรือยังครับ?” เขาถามต่อ
“ยังครับ”
“น้องเขาคงยังไม่รู้ ว่าชีวิตนี้จะมีค่าขึ้นมาก และทำอะไรได้อีกหลายอย่างถ้าเรามีเงินเช่นกัน”
และแล้ว เส้นจากคำตอบของผม ก็วิ่งตรงสู่คำว่า “เงิน”

จากนั้นเขาเปิดวิดีโอ จากอเมริกาเป็นงานสัมมนาของแอมเวย์
ให้เห็นการสัมมนาทั่วโลก และพากันไปเที่ยว ฮาวาย นิวยอร์ค และหลายเมืองในอเมริกา
ทุกคนดูมีความสุข โบกมือทักทาย
วิดีโอจบลงด้วยภาพมุมเงย สู่ธงแอมเวย์ บนฟ้าสดใส
และเป็นโลโก้ตัวใหญ่เต็มจอ

ผมเพิ่งรู้ตอนนั้นแหล่ะ ว่ากำลังฟังการอบรมขายตรงของแอมเวย์

จากนั้นผู้บรรยายเริ่มบอกวิธีได้เงินโดยไม่ต้องทำงาน ด้วยระบบลูกโซ่
ตอนนั้น ผมแค่รู้สึกว่า ระบบนี้มันแปลกๆ

ต่อมาผมสรุปได้ว่า มันเป็นธุรกิจแบบ non-productive
ซึ่งประเทศในภาพรวม ถ้าเป็นแบบนี้กันหมด จะไปไม่รอดแน่ๆ
ผมนึกเปรียบกับ โฆษณาหลายตัวที่สามารถทำให้คนลดน้ำหนักลงได้
โดยไม่ต้องลดอาหาร และไม่อยากออกกำลังกาย
มันไม่ได้อยู่บนความเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งผมไม่เชื่อ

แค่ต้องการอะไรที่มัน Real-time แล้วฉาบฉวยจะเอามาให้ได้

หากวันนี้ มีใครมาถามผมว่า ผมทำงานเพื่ออะไร?
มุมมองตอนนี้ ผมกำลังหาจุดสมดุลของเหตุผลสามอย่าง คือ
เพื่อเอาเงิน
- เงินไม่ใช่คำตอบ แต่มันเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิต และมีทุนเพียงพอจะเอาไปทำอย่างอื่นได้
เพื่อเอากล่อง
- เกิดมาทั้งที มันต้องสร้างชื่อ และสร้างอะไรดีๆ บนโลกนี้ ประเทศนี้ สังคมนี้
เพื่อเอามัน
- นี่เป็นเหตุผลสนองตัญหาความใคร่รู้ เป็นการทดลอง ทดสอบ และพัฒนา หาคำตอบอะไรซักอย่างที่ตั้งคำถามไว้

มันคงจะดี ถ้ามีงาน ที่ตอบเหตุผลทั้งสามได้ในอันเดียว

แต่ถ้ามันไม่สามารถรวมกันเป็นอันเดียวได้
การที่คุณทำอะไร แล้วรู้จุดหมายว่าจะทำไปเพื่ออะไร?
ผมว่ามันทำให้เราทำสิ่งนั้น ได้อย่างไม่ต้องบ่นในความเหนื่อยล้า
หรือปัญหาต่างๆนานาที่เจอ และจะเจอ

เพื่อนหลายคนของผมตอนนี้
หลังจากที่ง่วนกับการหาเงินมาจ่ายเงินเดือนลูกน้องให้ทัน
การหาลูกค้า การรับมือเจ้านาย รับมือปัญหาประจำวัน ฯลฯ
พวกเขาเหมือนจะลืมว่าเขาทำงานไปเพื่ออะไรกันแน่?
เหมือนจุดหมายย้อนกลับมาที่คำว่า “เงิน” เพียงอย่างเดียว

แต่หลายธุรกิจบนโลกนี้ เกิดจากเหตุผล "ทำเพื่อเอามัน" แต่กลับกลายเป็นเครื่องมือหาเงินระดับโลก
www.google.com เป็นหนึ่งในนั้น
หรือ “กล่อง” หลายใบที่ได้มา กลับกลายเป็นต้นทุน ทำให้หลายคนประสบความสำเร็จในชีวิตได้
และกลับได้เงินอย่างไม่ลืมหูลืมตา

แล้วจุดหมายทั้งสามอัน มันจะรวมกันเป็นอันเดียวได้ในที่สุด

แล้วคุณหล่ะ ทำงานไปเพื่ออะไร?

Wednesday, September 20, 2006

HAPPY REVOLUTION DAY

ตอนเช้า ถนนหลายสายปิด สะพานทุกสะพานมีการตรวจสอบจากกองกำลังทหาร
เพิ่งได้รู้ว่า ชุดทหารไทย เมื่อแต่งเต็มยศ และอุปกรณ์ครบ มันก็เท่ไม่หยอก

ทหารอยู่ทุกมุมถนน ประชาชนมองเหมือนเป็นสิ่งน่าตื่นเต้น

รถหุ้มเกราะปิดถนนหลายสาย
ที่น่าสังเกตคือ มีดอกไม้หลายช่อ หุ้มเกราะไว้อีกทีหนึ่ง

รถติด เวลาเก้าโมงกว่า หัวหน้าคณะปฏิรูปฯ แถลงผ่านวิทยุ
ผมมองดูรถข้างๆ ทุกคนฟังอย่างใจจดจ่อ
ทุกอย่างน่าจะผ่านไปด้วยดี

ตอนเย็นขับรถผ่านพระบรมรูปทรงม้า
เห็นรถถังหลายคัน ถูกล้อมด้วยฝูงชน

ผู้คนหน้าตายิ้มแย้ม พร้อมกล้องถ่ายรูป และขาตั้งกล้อง
จูงลูกจูงหลานถ่ายรูปร่วมรถถัง
ถ้าทหารปล่อยให้เด็กไปปีนป่ายรถถัง
คงเป็นวันเด็กที่มีคุณภาพวันหนึ่ง

หน้ากองทัพภาคที่หนึ่ง ทหารหลายร้อยนาย ยืนประจำจุด
พร้อมกองทัพประชาชนและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ
ต่างยืนชูสองนิ้ว ถ่ายรูปคู่กับทหาร เหมือนตัวแมสค๊อตในสวนสนุก
ทุกคนยิ้มแย้ม ซึ้อหมูปิ้งที่สี่แยก มานั่งกินข้างถนน

กลับมาถึงบ้าน
ภาพข่าวต่างประเทศยังคงนำภาพรถถังขมึงทึงเมื่อคืนก่อน
เสนอวนไปวนมา
ราวกับว่า รถถังสิบเก้าคันนั้น มีเป็นร้อยๆ พันๆ

ค่าเงินบาท ตกไปเกือบบาท
ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ตกไปประมาณหนึ่งเปอร์เซนต์

พรุ่งนี้
สื่อต่างประเทศที่คงไม่นำเสนอภาพเด็กขี่จักรยานไปดูรถถัง หรือคุณลุงพาหลานมามอบดอกไม้ อย่างแน่นอน

และพรุ่งนี้ ในประเทศ ทุกอย่างเปิด และคงกลับไปเหมือนเดิม
แต่ประชาชนมีความสุขขึ้นบอกไม่ถูก

อย่างน้อยก็ผมคนนึง

Wednesday, August 16, 2006

ประเทศไทย หน้าสุดท้าย?

คุณเคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับประเทศอินเดียไหมครับ?
ที่ว่า
หากคุณไปอินเดีย สามวัน คุณจะเขียนหนังสือ ได้เป็นสิบๆ หน้า
หากคุณอยู่อินเดีย สามอาทิตย์ คุณจะเขียนหนังสือ ได้เป็นร้อยๆ หน้า
แต่หากคุณอยู่อินเดีย เกินสามเดือน คุณจะเขียนหนังสือไม่ได้เลยสักหน้า

ผมกลับมาประเทศไทยครบสิบวันแล้ว
ผมเริ่มรู้สึกเหมือนคนที่เคยไปอินเดีย

ประเทศไทยยังเหมือนเดิม
มีแต่มุมมองผมเท่านั้น ที่แปลกไป
มันอาจเป็นข้อสังเกต ที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน

ผมตกตะลึงกับการเติมน้ำมัน ที่เต็มถัง ต้องใช้เงินพันกว่าบาท
และตกตะลึงยิ่งกว่า ที่ยังมีคนเร่งเครื่อง จี้ตูดกันบนถนน
ซึ่งผมไม่เข้าใจว่า ไม่รู้จะแข่งกัน เอาเงินไปจ่ายซาอุฯ ทำไมกัน

ผมงงๆ กับการวิเคราะห์ฟุตบอลพรีเมี่ยลีก อังกฤษ
ที่ผู้วิเคราะห์ และแฟนๆ
ออกความเห็นเหมือนทีมพวกนั้นเตะบอลอยู่ปากซอย
และนักเตะแต่ละคนเป็นเหมือนไอ้ปี้ดบ้านข้างๆ

ผมตกตะลึงกับทีวีบ้านเรา
ที่มันไร้สาระไม่ต่างกับ ทีวีในอเมริกา

ผมตกตะลึงกับร้านกาแฟ ที่ผุดทุกหย่อมหญ้า
ที่ผมไม่เข้าใจว่า ราคาแก้วหนึ่งๆ ไม่ต่ำกว่าห้าสิบบาท
กาแฟชงถุงเท้า ก็ยังอร่อยเหมือนเดิมนี่นา

ค่าอาหารร้านภัตตาคารดีๆ แพงขึ้นอย่างน่าตกใจ
เหมือนจะเป็นการกรอง และคัดแยก คนรายได้ปานกลาง ออกไปจากกลุ่มคนรสนิยมสูง

ผมเริ่มสับสนกับค่าครองชีพ และรายจ่ายที่จำเป็นและไม่จำเป็น
ที่แนวโน้มดูเหมือนระยะห่างจะถ่างขึ้น และกำลังขัดแย้งกับรายได้อย่างสิ้นเชิง

ผมได้ยินได้ฟังเรื่องราวของเพื่อนๆ รุ่นราวคราวเดียวกัน
กับภาระการผ่อนรถ ผ่อนบ้าน และบางคนที่วางแผนการมีลูก

ผมมีคำถามขัดแย้งขึ้นในหัว ว่า “เราจะอยู่กันยังไงนะ?”

หรือทางออกอยู่ที่ การเปิดร้านอาหาร การเปิดร้านกาแฟ หรือ แข่งกันเป็นดารานักร้องเท่านั้น

ผมได้ฟังข้อสังเกตของพี่ท่านหนึ่ง เขาสังเกตว่า
ในท่ามกลางคนรุ่นๆ ผม
การที่จะมีเงินเก็บสองแสนต่อปี หรือ มีหนี้สองแสนต่อปี
ไม่ได้ทำให้การดำรงชีวิตแตกต่างกันมากเท่าไหร่
นี่คือสัญญาณอะไรบ้างอย่าง
ในสังคมแห่งวัตถุนิยม และจะนำไปสู่ความล่มสลาย

ผมยังไม่เข้าใจนัก แต่ลองคิดตาม ก็เห็นว่า มันแปลกๆ
เพราะการจะมีหนี้สองแสน กับมีเงินเก็บสองแสนในเมืองที่ผมเคยอยู่
จะทำให้ชีวิต ลำบาก หรือ อู้ฟู้ แตกต่างกันอย่างสินเชิงแน่ๆ

นี่อาจเป็นหน้าสุดท้ายที่ผมยังสามารถตั้งข้อสังเกตในสังคมนี้ได้
ผมรู้สึกว่า ข้อสังเกตของผม กำลังลดน้อยลงไป
อาจเป็นเพราะผม เติบโตจากที่นี่ และกำลังจะ ชิน ในที่สุด

อาจเป็นเหตุผลที่
สถาปนิกชื่อดังของไทยผู้ออกแบบอาคารลักษณะไทยร่วมสมัยชื่อ โรเบิร์ต จีบุย
ผู้ประพันธ์ดนตรีไทย ที่ฟังแล้วร่วมสมัยและไพเราะ ชื่อ บรูซ แกสตัน
ผู้เชี่ยวชาญไหมไทย ที่ทำให้ไหมไทยเป็นสินค้าส่งออก ชื่อ จิม ทอมสัน

ถอนหายใจหนึ่งที ว่าแล้วก็เปิดยูบีซี โหวตวีอะไรดีนะ อาทิตย์นี้

Saturday, July 22, 2006

"ผู้มากบารมี" ของผม

ในชีวิตคนเรานั้น
เราอาจมีคนที่เราคิดว่าเป็น "ผู้มากบารมี” สำหรับเรา

ผมมีอยู่ประมาณ หก ถึง เจ็ด คน
นอกจาก พ่อ แม่ พี่ และญาติสนิทบางคนแล้ว
ผมมีบุคคลที่เรียกได้ว่าเป็น “อาจารย์”
ที่เป็นผู้ชี้แนะทางชีวิต และในระดับจิตวิญญาณผมได้
อยู่อีกสองสามคน

เป็นบุคคลที่อยู่ๆ เดินเข้ามา แล้วบอกให้ผมเอาหัวไปจิ้มขี้
ผมจะวิ่งไปทันทีเอาหัวไปจิ้มขี้ทันที
เพราะผมเชื่อว่า การที่เขาบอกให้ผมเอาหัวไปจิ้มขี้
คงเป็นผลดีกับผม อะไรซักอย่าง
อาจเป็นเพราะหัวผมมีเหา หรือ รังแครื้อรัง และกองขี้จะรักษาได้

ผมไม่ทราบว่าคุณมีคนแบบนี้ในชีวิตบ้างหรือไม่?

หากใครจะเถียงเรื่องหลัก กาลมสูตร
ผมก็ยอมแพ้ จนกระดาน

เพราะนี่เป็นความศรัทธาผมเอง
ผมเห็น การดำรงชีวิต การทำงาน ของพวกเขามานานพอสมควร
และพอพิสูจน์ได้ในระดับหนึ่งว่าสามารถยกเขาในกลุ่มบุคคล “ผู้มากบารมี” ของผมได้


จริงๆ แล้วผมไม่อยากเขียนเรื่อง “ผู้มากบารมี” เลย
ตอนแรก ผมเห็นด้วยกับเกือบทุกท่านที่แสดงความเห็นในข้อความข้างล่าง เรื่อง “โยนหินถามทาง”
ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องที่นายสนธิจับประเด็นผิว
และพยายามตีขลุม เอาสถาบันมาเป็นเครื่องมือ

ผมเห็นด้วยกับการนำประเด็นจริงๆ มาสู้กัน เช่นเรื่องนโยบายที่ผิดพลาด การทุจริตในวงกว้าง ผลประโยชน์ทับซ้อน ความไร้จริยธรรม การปิดหูปิดตาประชาชน หรือที่เรียกภาพรวมๆ ว่า “ระบอบทักษิณ”
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมก็ไม่ทิ้งในความสงสัยว่า ทักษิณพูดถึง “ใคร” และ “ทำไม”

สิ่งที่ผมทำได้คือ “ตรวจสอบ” จากแหล่งข่าวส่วนตัวเท่าที่ผมมี

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารมีพลังในการสร้างกระแส
พัดไป พัดมา จนทำให้เรายืนอยู่ลำบากนั้น
การมีแหล่งข่าวที่เหมาะสม และตรงประเด็น จึงมีความสำคัญมาก

บังเอิน แหล่งข่าวของผม มีรากลึกพอสมควร
ทั้งรับใช้ และใกล้ชิด
และเป็นหนึ่งในหลายคนที่ไม่ชอบนายสนธิ
แต่ข่าวที่ได้กลับมา เป็นสิ่งที่ผมสามารถเดินได้เต็มตัว
ในการเขียนบทความข้างล่าง ในเวลาสิบห้านาที

หากนำมาเล่าให้ฟัง ก็กลายเป็นนิทานอีกเรื่องหนึ่งสำหรับคนอ่านเท่านั้น

ลองตรวจสอบแหล่งข่าวของคุณดูนะครับ
อาจมีใครโดนพลักให้มายืนตรงจุดที่ผมยืนบ้าง

Friday, July 07, 2006

โยนหินถามทาง?

ใครติดตามข่าวเรื่อง “คนมากบารมี” บ้าง ขอความคิดหน่อย
(ถ้าไม่ติดตาม ขอให้ข้ามไปเลยไม่ต้องเสียเวลาอ่านต่อ)

คุณมองเรื่องนี้ว่าอย่างไร?

การที่ทักษิณพูดถึง “ผู้มากบารมี” ที่อยากเป็น “นายกมาตรา 7” อย่างมีสคริป และเตรียมการ
มีการเน้นหลายครั้งหลายหน ไม่ใช่ปากผล่อย เหมือนที่แล้วๆ มา

ผมมองว่า นี่คือการท้าทาย “พระราชอำนาจ” อย่างแยบคาย
ต่อจากนั้น ต้องถอยกรูด ต่อกระแสคำถาม ว่า “ใคร?”
คนรอบข้างต้องออกมาชี้โบ๊ชี้เบ๊
เป็นหลวงตาบัวบ้าง
เป็นสนธิบ้าง
เป็นพันธมิตรบ้าง
เป็นประชาธิปปัตย์บ้าง
ที่หากไม่กินหญ้า หรือแกลบเป็นอาหาร คงไม่เชื่อแน่ๆ

ส่วนเจ้าตัวคนพูด กลับเงียบ เบี่ยงประเด็นไป
การดึงเรื่อง หรือเบี่ยงประเด็นว่าจะไปดูบอลโลกของทักษิณ จะทำให้พ้นสามวันอันตราย และเมื่อครบสามวันผ่านไป คนไทยจะลืมนั้น กำลังจะสำเร็จ

ผลคือ เราชนะในสมรภูมินี้ ทำเอาทักษิณถอยกรูด ปิดทางตีตลบด้วยกลยุทธ พ่นน้ำลายมากมายคำเพ้อเจ้อ
แต่ใครจะสังเกต และตระหนักว่า “เรากำลังเพลี่ยงพล้ำ จะกำลังแพ้ในสงคราม”

คนที่ติดตามข่าวนี้ ก็รู้ว่า “คนมากบารมี” คือ องคมนตรี สักคน
แม้ฝ่ายต่อต้านหลายคนจะดึงไปถึงระดับ ราชวงค์ เพื่อให้ได้กระแส และผู้คน
หากมีสติคิดสักหน่อย ก็เห็นว่าไม่ใช่แน่ๆ

แต่คิดต่ออีกชั้นหนึ่งดู ว่า องคมนตรีคือใคร?
ผู้แทนพระองค์ ใช่หรือไม่?
คือกลุ่มคนที่ในหลวง ทรงเลือกมาทำงานใช่หรือไม่?

พระราชอำนาจได้ถูกท้าทายอย่างแยบยลแล้ว
และ “เรากำลังเพลี่ยงพล้ำ จะกำลังแพ้ในสงคราม”

ความพ่ายแพ้นี้คืออะไร?
สังเกตไหมว่า ทหาร ตำรวจ ที่เคยปกป้อง ราชบัลลังค์ และราชอาณาจักร มากว่า 700 ปี
วันนี้ มีแต่ความเงียบ และนิ่งเฉย
ประชาชน บุ้ยใบ้

ระบอบทักษิณได้โยนหินถามทางแล้ว
และทางนี้ ท่าทางจะไปได้เสียด้วยสิ

เหลือสิ่งที่ทักษิณควบคุมไม่ได้ในประเทศไทยนี้คือ
อำนาจศาล (บางศาล) และ พระราชอำนาจ เท่านั้น

การที่ศาลฏีกา และศาลปกครอง น้อมรับพระบรมราโชวาท ให้แก้วิกฤตชาติ
คือการใช้พระราชอำนาจทางหนึ่ง

การที่ในหลวงไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย
ในพรฏ.เลือกตั้ง และคำสั่งแต่ตั้งโยกย้ายข้าราชการ
คือด่านสุดท้ายที่ท่านทรงใช้ พระราชอำนาจ ยับยั้งอะไรได้บางอย่าง

ผมไม่ได้สนับสนุนให้ต้องเลือกข้างไหน
ผมไม่เห็นด้วยกับนายสนธิไปทุกอย่าง

แต่ผมอยากให้เรามีสติ และทบทวนความเชื่อของเราอีกครั้ง
ถามอีกที ว่าเราเชื่อในอะไร?
เรารัก และอยากรักษาสถาบันหรือไม่?

ถามว่า ตอนนี้ เราปล่อยให้ ในหลวง สู้กับระบอบทักษิณ อย่างเดียวดายหรือไม่ครับ?

Saturday, July 01, 2006

Revolutionary Wealth (1/5)

หนังสือเล่มใหม่ของ นายอัลวิน ทัฟเฟลอร์
นักอนาคตศาสตร์ผู้เขียนเรื่อง คลื่นลูกที่สาม เมื่อกว่าสิบปีก่อน
ในเล่มนั้นเป็นคนออกมาบอกว่า โลกกำลังจะเข้าสู่คลื่นลูกที่สาม
คือ ยุคข้อมูลข่าวสาร

ในเล่มนี้ เขากลับมาบอกเป็นแนวๆ ว่า
ความมั่งคั่ง กำลังจะเปลี่ยนอีกที

กาละ เทศะ ปัญญา
เป็นสามพื้นฐานของความมั่งคั่ง
เมื่อ กาละ คือ Time
เทศะ คือ Space
ปัญญา คือ Knowledge

ในประเด็นเรื่อง Time
หมอนี่ พูดถึง ความเคลื่อนไหว ที่ไม่ประสานกัน
Unsynchronized Speed ของเจ็ดองคาพยพหลักในสังคม
โดยเขาเทียบออกมาเป็นความเร็วรถบนทางหลวง
รถคันแรก วิ่งอยู่ที่ ร้อยยี่สิบ กิโลเมตรต่อชั่วโมง คือ “วงการธุรกิจ”
คันต่อมา ร้อย กม./ชม. คือ “องค์กรอิสระ”
เจ็ดสิบ กม./ชม. “องค์กรต่างประเทศ”
ห้าสิบห้า กม./ชม. “รัฐ”
ยี่สิบกม./ชม. “การเมือง”
สิบกม./ชม. “การศึกษา”
ห้ากม./ชม. ซึ่งเดินยังเร็วกว่า คือ“กฎหมาย”
ความเร็วพวกนี้คือ บริบทของ อเมริกา

แต่อ่านแล้ว ผมชอบในแนวคิดของเขา
มามองแบบประยุกต์กับไทยดูบ้าง
ลำดับความเร็วอาจ สลับๆ กับอเมริกาบ้าง และอาจไม่เร็วเท่า
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ
เมื่อความเร็วไม่เท่ากันแล้ว
ปัญหาก็ต้องเกิด

มองมาที่ประเทศไทย
ปัญหาที่ขัดแย้งนี้
อาจเนื่องจาก วงการธุรกิจ ดันไปเป็นเรื่องเดียวกับการเมือง
องค์กรอิสระ และราชการเราก็ต้องเร่งเครื่อง
เครื่องพังไปบ้าง เกิดอุบัติเหตุไปบ้าง

การศึกษาที่เหมือนตุ้มถ่วงอยู่ กลับถ่างปัญหาสังคม และชนชั้นมากขึ้น
กฏหมายที่ล้าหลังที่สุด ดูเหมือนจะถูกผูกเชือก ลากถูลู่ถูกัง กันแทบไม่เหลือ

ในประเด็นเรื่อง เทศะ หรือ Space
แม้ว่าทำเลทองในการขายของ จะมีความสำคัญน้อยลงไป
แนวคิดของหมอนี้ เขาหันกลับมามองทางเอเชียเรา
ฐานความมั่งคั่ง จะมาทาง อินเดีย จีน ซึ่งเป็นฐานผลิตใหม่
ทั้งเศรษฐกิจคลื่นลูกที่สอง และสาม คืออุตสาหกรรม และบริการ
เช่นโรงงานในหลายมลฑลของจีน
หรือแม้แต่ Call Center ที่ Outsource ออกไปอินเดีย
หรือ ฐานพัฒนาซอฟท์แวร์ ในซิลิกอนวัลเลย์ ใน บังกะลอ

แต่อย่างไรก็ตาม
ก็ไม่ลืมที่จะถกถึงปํญหาที่จะถาโถมซัดเป็นผลกรรมในการโหมเศรษฐกิจ
ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม และสังคม ในอนาคตอันใกล้นี้อย่างแน่นอน

ปัจจัยสุดท้ายคือปัญญา
นายนี่กล่าวเป็นการเกริ่นว่า
ยุคข้อมูลข่าวสาร กำลัง ก้าวเข้าสู่ ยุคการติดต่อสื่อสาร (Communication Age)

ความจำในหัวสมองมนุษย์ อาจมีความจำเป็นน้อยลงไป
หากเรามี “เครื่องมือ” ที่จะเข้าถึง “สมองของโลก”
หรือ อินเตอร์เนท นี่เอง

การเฉือนกัน ทางธุรกิจในยุคนี้คือ
สำคัญอยู่ที่เรา จะเปลี่ยน และกรอง ข่าวสารเหล่านี้
ให้เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง และพัฒนาไปเป็นความรู้

ความรู้ เป็นทรัพยากรที่ต่างจาก ทรัพยากรใดๆ บนโลก
กล่าวคือ จับต้องไม่ได้
ยิ่งใช้ ยิ่งมีมาก
หากเอาไปวางข้างๆ กับความรู้อื่น จะขยายตัว อาจก่อเกิดเป็นอะไรใหม่ๆ
สำคัญคือ หาความรู้ใด แยกตัวไปอยู่เดี่ยวๆ อาจจะกลายเป็นล้าหลังในทันที

และเนื่องจากโลกที่ดูเหมือนหมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆ
ทำให้เป็นไปได้ว่า
ความรู้ที่ได้มาวันนี้ กลับจะล้าหลังในวันพรุ่งนี้
Obsolete + Knowledge = Obsoledge
(นักวิชากรพวกนี้ ชอบสร้างคำเก๋อยู่เรื่อยไป อาจเป็นพวกเดียวกับนักวิชาการยุคเดือนตุลาฯ)

นี่คือการสรุปความตามที่ผมเข้าใจใน หนึ่งร้อยหน้าแรก จากห้าร้อยหน้าของหนังสือ
ยังอ่านไม่จบแหล่ะครับ แต่ทำสรุปไว้ก่อน กันลืม
คาดว่า ในช่วงหลังๆ ของเล่มนี้ จะเป็นตัวอย่างที่ลงลึกมากขึ้น

ผมไม่เคยอ่านหนังสือของนายคนนี้มาก่อน
แต่พอสัมผัสได้ว่า หมอนี่มองโลกเป็นตะวันตกมากๆ
มีการมองเฉี่ยวๆ ไปทางตะวันออก เรื่องนิพพาน เรื่องศาสนาบ้าง
แต่เหมือนถอยออกมา ในย่อหน้าถัดไปทันที

ในร้อยหน้าแรกที่ผมอ่าน
มีการกล่าวถึงชื่อหลายประเทศในโลก
และหลายประเทศในทวีปเอเชีย ไต้หวัน เกาหลี ฮ่องกง สิงคโปร มาเลย์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์
ความน่าสนใจคือ
ไม่มี Thailand สักคำเดียว

ประเทศตะวันตกตอนนี้ มันไปวิ่งเป็นมดตื่น ไปทางจีน กับ อินเดียแล้ว
จะให้เขาหันมามองประเทศเราด้วยการแข่งทาง “อุตสาหกรรม” หรือ “ไอที” นั้น
อาจเป็นการ “จุดไม้ขีดให้สว่างสู้กับดวงตะวัน”

ผู้นำเราที่เคยได้ชื่อว่าจะเป็น “อัศวินคลื่นลูกที่สาม”
ท่านจะรู้หรือไม่ว่า คลื่นทั้งสามลูกนั้น มันอยู่ในประเทศเดียวได้

ยิ่งเห็นนโยบายท่านหลายๆ อันแล้วผมก็เหนื่อยใจ

หากประเทศเรารู้จักประเมินตนเอง
เกษตรคือสิ่งที่เราถนัด
ไม่ต้องเป็น นิกส์ ไม่ต้องเป็น ฮับ บ้าบออะไรเลย

ทางรอดของเรา อาจอยู่ที่แนวคิดอันประเสริฐยิ่งอันเดียวว่า “พอเพียง”
รู้จักคำว่า เศรษฐกิจพอเพียง หรือไม่ครับท่านผู้นำ?

Wednesday, June 14, 2006

คุณรักในหลวงถูกทางหรือไม่?

ผมยอมรับว่า
ผมเป็นคนหนึ่งที่ดูหนังโฆษณา “In your heart” แล้วน้ำตาไหล ดูกี่ทีก็ไหล
ผมได้อ่านที่ท่านทรงงานในโครงการพัฒนาต่างๆ ผมน้ำตาซึมทุกที
ทุกครั้งที่ผมอ่านพระราชดำรัส ผมจะอ่านครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะมันช่างลึกซึ้งเสียเหลือเกิน
และทุกครั้งที่ผมพูดถึงในหลวง ให้คนอื่นได้รู้ถึงพระคุณท่าน ไม่ว่าภาษาไทย หรืออังกฤษ
ผมจะร้องไห้หรือน้ำตาคลอ ด้วยความภาคภูมิใจ

ผมเคยถามตัวเองว่า หากผมสามารถแลกชีวิตผม หนึ่งปี
เพื่อให้ในหลวงมีพระชนมายุ ยาวขึ้นอีกหนึ่งนาที
ผมยอมหรือไม่?
ผมตอบในใจ สิบปีของชีวิตไร้สาระผม แลกกับหนึ่งวินาทีที่ท่านทรงงานเพื่อคนไทยหกสิบล้าน
ผมยังยอมเลย

ผมติดตามข่าวที่ประเทศไทยทั้งดี และไม่ค่อยดี
ไฟสวย พลุสวย ประชาชนรวมตัวกันมากมาย และมีสุขด้วยใจเปี่ยมความจงรักภักดี
ผมเสียดายมาก ที่ไม่ได้อยู่เมืองไทย

รถติด พนันบอลโลก กกต.หนาด้าน เสื้อเหลืองขาดตลาด โก่งราคากัน
ข่าวพวกนี้ ไม่ค่อยดีเท่าไหร่

ผมเป็นห่วงคนไทยมากๆ ในหลายๆ เรื่อง
เรื่องหนึ่งคือ “การรักในหลวง”
การที่ใส่เสื้อเหลือง ใส่สายรัดข้อมือ ทราบซึ้งในพระคุณท่าน
แค่นี้เป็นการรักที่ถูกทางหรือไม่?

ผมเอาข่าวเรื่องที่ประชาชนเสื้อเหลือง มารวมตัวกันมากมาย
ร้องไห้ ตะโกนทรงพระเจริญ ให้เพื่อนต่างชาติดู
เขาก็พูดตรง ๆ ออกมาว่า
พวกเราโดนล้างสมองกันเหรอ?
คงไม่ต่างจากการที่คนปกติอย่างเราๆ ท่านๆ ดูหนังสือชวนเชื่อวัดพระธรรมกาย เห็นสาวกมองจานบินต้องแสงสวยๆ แล้วน้ำตาไหล
ผมก็เข้าใจเขา

ก็ได้แต่อธิบาย ว่าทำไมเรารักพระเจ้าแผ่นดินเราขนาดนี้
เขาไม่เคยรู้ไม่เคยได้ยินมาก่อน ก็เออๆ ออๆ ไป

ผมอาจมีนิสัย ชอบสังเกต และช่างติ ไปนิด
การที่ มีการโฆษณา เรื่อง น้องต้น ด.ญ.มาลัยรัตน์ ที่ได้บ้านพระราชทาน
เพราะเขียนจดหมายถึงพ่อหลวง
ผู้ว่าฯ ก็มอบเงิน โรงพยาบาลรับแม่เข้ารักษา สำนักพระราชวังมาทำบ้านให้
อันนี้ผมว่า “ประหลาด”

เช่นเดียวกับ หนังสั้น In your heart
ที่ตอนหนึ่ง เด็กหญิงไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมารอรับเสด็จ
พร้อมมีภาพทำให้เหมือนจะเข้าใจว่า ได้ถนนลาดยาง เพราะในหลวง

ใครจะร้องไห้ ปลาบปลื้มด้วยเหตุอันนี้หรือไม่ ผมไม่เอาด้วยคนหนึ่ง
ผมเชื่อว่า ในหลวง ท่านทำมากกว่านั้นมาก

แม้ว่ามันจะเป็นสัญลักษณ์ของการตีโจทย์
ของการโฆษณา หรือ สำนักพระราชวังและผู้ว่าฯ หวังดี
แต่ผมเห็นว่า การกระทำเหล่านี้ เป็นการ
“ตีโจทย์ ไม่แตก”

ปรัชญาของท่าน คือ “การลดการพึ่งพา”
มิใช่ใครมีปัญหา เขียนจดหมาย แล้วจะได้
ในหลวงไปที่ไหนใช่ว่าจะมีถนนลาดยางไปให้

การตีโจทย์ออกมาตื้นๆ แบบนี้
หรือจะทำให้เหมือนเป็นแค่การกระทำของนักการเมืองสามาญทั่วไป
คือการแก้ปัญหาด้วยวัตถุ แก้ปัญหาด้วยเงิน เพิ่มการพึ่งพา
ซึ่งผมว่า เป็นการสวนทางกับพระราชดำริอย่างตรงกันข้าม

พระราชนิพนธ์เรื่อง “เล็กดีรสโต”
ที่ในหลวงทรงแปลจากบทที่สี่ ชื่อ Buddhism Economy
ในหนังสือเรื่อง Small Is Beautiful
ของ E.F. Schumacher นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง

ผมไม่ได้อ่านภาษาไทย ที่ท่านทรงแปล
ผมพยายามหาอ่านมานานทางอินเตอร์เนทหลายครั้ง
แต่ก็หาไม่เจอ
ผมเลยหาหนังสือเล่มจริงมาอ่าน
(ราคา สองเหรียญ ทางอเมซอน)

แต่เนื้อหาจากหนังสือเล่มจิ๋ว กระดาษเหลืองอ๋อย ราคาแปดสิบบาท
พิมพ์มาแล้วกว่าสามสิบปีนี้
คือแนวคิดทฤษฏีพอเพียง พร้อมหลายตัวอย่างที่อินเดีย

แต่ในหลวงท่านแน่กว่านายชูมักเกอร์ผู้เขียนหนังสือ ตรงที่นำมาทดลอง และปฏิบัติจริงได้ในผืนแผ่นดินไทย

ท่านทรงเป็นนักพัฒนาอย่างแท้จริง
ท่านไม่ใช่ได้อ่านทฤษฏีอะไร แล้วนำใช้ทันที
ท่านทรงทดลอง เห็นจากในพระราชวังจิตรดาฯ มีทั้งโรงสี โรงรีดนมวัว โรงแปรรูปผลิตภัณฑ์เกษตร
ท่านทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนตัว
ใช้อย่างประหยัด และคุ้มค่า

ตัวอย่างหนึ่ง เรื่องการพัฒนาดิน
ท่านทรงทดลองจากแปลงที่ดิน
ท่านไม่ได้เลือกที่ดินที่ธรรมดา เพื่อให้สำเร็จง่ายๆ ทันใจ และสร้างภาพ
ท่านทรงเลือกที่ดิน ที่เสื่อมที่สุด เค็มที่สุด เปรี้ยวที่สุด ดานที่สุด
ท่านแก้ดิน จนกลับมาปลูกข้าวได้สำเร็จ

พระองค์ทรงทดลอง จนสามารถลดข้อเสีย ลดผลกระทบให้เกิดน้อยที่สุด
แล้วจึงค่อยนำออกใช้ นำออกสอน

ท่านสอนให้ “พอเพียง”
ถามว่าเรารู้จักคำนี้กันหรือไม่?

คำว่า “พอเพียง” นี้ ลึกซึ้งนัก
อย่างน้อยๆ ตามที่ผมเข้าใจ
คือเป็นการรวมจากสามหลักปรัชญาทางพุทธ นั่นคือ
ทางสายกลาง
ตนเป็นที่พึงแห่งตน
และ สันโดษ

หลายคนอาจเข้าใจว่า สันโดษ คือการไปอยู่กระท่อม
นุ่งใบตอง เก็บแมลงกิน
อันนั้นไม่ใช่สันโดษ นั่นเรียก ปลีกวิเวก ปนวิตถาร

คำว่า สันโดษ ความหมายง่าย ๆ คือการที่เรามีน้อยใช้น้อย ใช้เท่าที่จำเป็น
รู้จักพอ ถ้ามีมาก มีเหลือก็แบ่งบันให้คนอื่นที่เขายังลำบากด้วย

หลายคนบอกว่าเมื่อไหร่จะ"รวย" ถ้า"พอเพียง"
ท่านไม่ได้บอกว่าไม่ให้รวย
แต่ท่านบอกให้รู้จัก "พอ"
และคำว่า "พอ" คือ "ไม่โกง"
"รวย"ได้ แต่ต้อง "ไม่โกง"

หากเรามีสันโดษ ปัญหาฉ้อราษฏบังหลวงก็ไม่มี
เพราะข้าราชการ หรือนักการเมือง รู้จักพอ
เมื่อรู้ตัวว่า เงินเดือนน้อย ก็ใช้น้อย หากใช้จ่ายเกินตัว ก็ต้องหารายได้เพิ่ม
หากหารายได้ไม่ทัน ก็ต้องโกงกิน
อันนี้เรียก ไม่รู้จักพอ ผลเสียคือ ประเทศจะล่มจม

มองภาพกว้างกว่านั้นที่ ในหลวง เคยตรัสว่า
หากประเทศต่างๆ รู้จักพอเพียง
สงครามชิงทรัพยากร ก็ไม่มี
โลกจะสงบสุขเพียงไรหนอ

ผมเป็นห่วงคนไทยเรื่อง “การรักในหลวง”
คล้ายกับการที่ผมเป็นห่วงคนไทย “นับถือศาสนาพุทธ”
การนับถือด้วยสัมโนครัว นับถือด้วยเครื่องลางพระเครื่อง
ท่องนโมฯเพราะกลัวผี สวดมนต์หรือบวชเพราะอยากขึ้นสวรรค์ ไหว้พระเพราะขอหวย บนบานหน้าพระพุทธรูป เชื่อถือฤกษ์ยาม

แก่นธรรม อยู่ที่ใด? คนไทยซักร้อยละเท่าไหร่ จะเข้าใจกันนะ?
เช่นเดียวกับ “การรักในหลวง”

จงตระหนักความจริงที่ว่า
อีกสี่สิบปี เราจะไม่มีในหลวงที่สุดยอด พระองค์นี้แล้ว
การรัก การบูชาในหลวงพระองค์นี้ที่ดีที่สุดคือ
“การปฏิบัติบูชา”

หากท่านรัก และเชื่อในคำสอน และการปฏิบัติในพระจริยวัติของท่าน ว่าเป็นหนทางที่ถูกในการพอประเทศเรารอดได้
เมื่อท่านเห็นใครจะนำพาประเทศเราไปผิดทาง หรือใครไม่รู้จักพอเพียง หรือ "โกง" เพื่อจะ "รวย"
หรือแย่กว่านั้นคือ "รวย" แล้วยัง "โกง" อีก ไม่รู้จักพอ
การปฏิบัติบูชาอย่างง่ายที่สุดก็คือการแสดงความไม่เห็นด้วย ตักเตือนเขาซะ

สำหรับวิถีชีวิตนั้น จงเอาแบบอย่างการดำเนินชีวิต การที่ท่านทรงงานหนัก
ธรรมะที่ท่านครองแผ่นดินเพื่อประโยชน์สุข ของมหาชนชาวสยาม
ความจริงใจที่ท่านมอบให้แผ่นดินไทย
และสิ่งที่ท่านทรงสอน มาปฏิบัติ อย่างเข้าใจ

เพียงเท่านี้ ในหลวงของเรา
จะ “In Your Heart” จริงๆ ครับ

Friday, June 02, 2006

ชวนชม เรือพระราชพิธี

ภาพจาก www.kalamung.com/index24.html
"...นาวาสถาปัตย์ ช่างเชี่ยวชัดชาญเชิงเช่น
ยิ่งยลยิ่งเยือกเย็น เห็นสายศิลป์วิญญาณไทย..."
---------------------------------------------

ปี ๓๐ สมัยผมเรียนชั้นประถม
ช่วงปิดเทอม คุณครูให้ทำรายงานเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทย

ตอนนั้นได้ดูโทรทัศน์ ได้ยินว่าจะมีการเห่เรือ
ผมเห็นว่า เจ๋งดีนะ
ตอนนั้นคิดแบบเด็ก ๆ ว่าเหมือนขบวนการโกกุนไฟว์
เรือหลาย ๆ ลำ ประกอบร่าง ยิงปืนใหญ่
เลยคิดว่าจะทำรายงานเรื่อง “ขบวนพระยุหยาตราทางชลมารค”

พี่สาวก็สนับสนุนส่งเสริมด้วยการพาไปหาข้อมูลที่ “หอสมุดแห่งชาติ”
หาข้อมูลกันอยู่สองวัน เล่นเอาผมอ่าน ชุดการ์ตูน ของซีเอ็ด เล่ม “มีจริงหรือไม่” จบลงไปได้
ส่วนพี่สาวก็ได้ข้อมูลเพียงพอ พร้อมวางรูปแบบรายงานเสร็จ

จำได้ติดตา ว่าภาพที่ได้มา เป็นรูปเรือสุพรรณหงส์รูปด้านข้าง มีพู่ห้อย สวยมาก
ภาพนั้นแปะอยู่กลางหน้ากระดาษฟุลแก๊บ ด้วยกาวน้ำ ฝาสีฟ้า

เริ่มต้นด้วยโคลงสี่ และบทเห่ เขียนด้วยปากกา ตัวโต เต็มบรรทัดว่า
“สุพรรณหงส์ทรงพู่ห้อย งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์”

ส่วนเนื้อหา เป็นการคัดลอกตัวครึ่งบรรทัด จากกระดาษที่ถ่ายเอกสารมาจากหอสมุดฯ
มีลายมือพี่สาวโยงไปมา สรุปความได้สี่กระดาษฟูลแก๊บ

ผมจำเนื้อหาในนั้นไม่ได้เลย คงเป็นผลกรรมของการให้พี่สาวทำการบ้าน

---------------------------------------------

จากนั้นไม่กี่ปี ด้วยความซนของผม ก็ได้พาก๊วนจักรยาน แหกกฏแม่ ขี่ออกจากซอยหมู่บ้าน ออกถนน เที่ยวเล่นไปเรื่อยเปื่อย
จนข้ามสะพานอรุณอัมรินทร์ ซึ่งอยู่ไกลจากบ้านผมมาก
(ความคิดวันนี้ คงเหมือนการขับรถไปสระบุรี)
ผมจอดจักรยานกลางสะพาน และมองเห็นอู่เรือพระราชพิธี อยู่ตรงข้ามสถานีรถไฟบางกอกน้อยอยู่ไม่ไกล
สีทองจากหัวเรือสุพรรณหงส์ และอนันตนาคราช ช่างสะดุดตายิ่งนัก

ผมอยากเข้าไปดูเรือ ตั้งแต่วันนั้นมา
ทุกครั้งที่ได้นั่งรถ หรือนั่งรถเมล์ข้ามสะพาน ก็ต้องมองไปที่อู่เรือนั้นทุกทีไป
แต่จนแล้วจนเล่า ก็ไม่ได้มีโอกาสสักที

---------------------------------------------

ขณะเรียนปีสาม โรงเรียนสถาปัตย์
มีการเรียนวิชาสถาปัตยกรรมไทย
ได้รับมอบหมายให้ทำรายงานเรื่อง “ลายไทย”
ผมก็ได้โอกาส ขุดความฝันที่หวังมานาน เอามาทำให้เป็นจริง
กลุ่มผม ด้วยการชักนำของผมเอง ได้เลือกหัวข้อ “เรือพระราชพิธี”

ผมได้ไปที่อู่เรือพระราชพิธีเป็นครั้งแรก
และได้ใช้ประโยชน์จากความเป็นนักเรียน
ได้ตักตวงความรู้จากที่นั่นมากมาย

รายงานเล่มนั้น ส่วนใหญ่เป็นการวิเคราะห์ การผูกลายของโขนเรือ
ใครไม่เคยเข้าไปดูใกล้ ๆ จะไม่รู้ว่า ลายสีทองข้าง เรืออนันตนาคราช
เป็นการผูกลายของหัวนาคเล็ก ๆ เต็มไปหมด สมชิ่อ อนันตนาคราชนัก

เรืออเนกชาติภุชงค์ หัวเรือ เป็นลายหัวนาคตัวใหญ่ใหญ่ ส่วนลายก็เป็นลายนาคขดไปมาเช่นกัน

ลายสีทองข้างโขนเรือสุพรรณหงษ์ เป็นลายกนก ผูกไปมา ลักษณะเหมือนขนหงษ์

"สวยงาม และลงตัวยิ่งนัก"

ตอนนั้น ต้องหัดคัดลอกลายไทยกันมือหงิก
เขียนลายด้วยดินสอกันบนกระดาษ เอศูนย์ต่อกันสี่แผ่น (ประมาณสองมือกาง)
ถอดลายออกมาอัตราส่วนประมาณ ๑ ต่อ ๒๕

ด้วยความที่มือห่วยกันมาก ผลงานจึงออกมาดูไม่จืด

แต่ของจริงนั้น สวยจริง ๆ ครับ
ใครไม่เคยไป หาโอกาสไปดูกันนะครับ

---------------------------------------------

ปี ๔๒
ผมได้มีโอกาสชมขบวนเห่เรือพระราชพิธีด้วยตาตัวเองเป็นครั้งแรก
มีเพื่อนมันเป็นญาติกับคนมีบ้านอยู่ริมน้ำใกล้ ๆ ธรรมศาสตร์

เมื่อเรือผ่านเข้ามาใกล้กับจุดที่ดูอยู่
เสียงเห่ และเสียงรับ ดังก้องกังวานทั่วท้องน้ำเจ้าพระยา
ขนลุกจริง ๆ ครับ (นี่ขณะพิมพ์ ขนยังลุกเพราะจำบรรยากาศนั้นได้)

ในหลวง ประทับบนเรือสุพรรณหงส์ เคลื่อนช้าๆ อยู่กลางลำน้ำ และไม่ไกล
ฝีพายจ้วงน้ำท่านกบินพร้อมเพรียง สีทองจากตัวเรือระยิบระยับ

ผมลดกล้องติดเลนส์เทเลลง
ยกมือท่วมหัว “ขอพระองค์ จงทรงพระเจริญ”

---------------------------------------------

ใครอยู่เมืองไทย พลาดไม่ได้นะครับ
แม้บัตรแพง หรือขายหมด
ลองไปดูช่วงที่แม่น้ำเปิด หรือติดถนน
ต่อให้ไม่เห็นอะไรก็ตาม แต่เสียงจากการเห่เรือ
และกลิ่นไอของประชาชนที่เปี่ยมด้วยความจงรักภักดี ณ ที่นั้น

หาไม่ได้ที่ไหนในโลกแล้วหล่ะครับ


---------------------------------------------
บทเห่เรือปีนี้ งดงามเช่นกันครับ

Tuesday, May 23, 2006

ระบอบ "นาย" "ทุน" = ศาสนาบูชา "อำนาจ" "เงิน"

ศาสนา ลัทธิต่าง ๆ ผมมองมานานแล้วว่า เป็นส่วนเข้ามาเติมเต็มมนุษยชาติ
เพื่อตอบความสงสัย ในสิ่งที่เหนือธรรมชาติ สิ่งที่สงสัย สิ่งที่ไม่เข้าใจ

เมื่อวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าไป หลาย ๆ อย่างได้ถูกอธิบายด้วยความจริงที่ค้นพบ
จีพีเอส และดาวเทียมพยากรณ์อากาศ มาแทนที่การบูชาเทพโปเซดอน
นรกใต้พื้นผิวโลก ต้องอยู่ลึกกว่าระยะสิบสองกิโลเมตรที่เรือดำน้ำนอติลุสลงไปถึง
พระเจ้าของศาสนาคริสต์ ถูกเปลี่ยนที่อยู่จากเมฆบนฟ้า ไปอยู่ที่ขอบจักรวาลที่อยู่เกินกว่าอำนาจของบิกแบงค์

ใครเคยอ่านหนังสือของคุณ ดังตฤณ เรื่อง “เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน”
คงได้แนวคิดใหม่ ๆ ที่เป็นรูปธรรมในการมองกฎแห่งกรรม
แม้เป็นสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ และอธิบายได้ง่ายมากว่าเป็น “ปัจจัตตัง” หรือเป็นสิ่งที่รู้ได้ด้วยตนเอง

ผมมองหนังสือคุณดังตฤณว่า เป็นการอธิบายความสงสัย ความงุนงงในกฎแห่งกรรม ให้เป็นรูปธรรม จับต้องได้
สำคัญกว่านั้นคือ ผมชอบที่เป้าหมาย คือการสอนให้เข้าใจที่มา และที่ไป
สอนให้เป็นคนดี และอย่าไปหวังผลในความดีนั้น เพราะจะได้ผลไม่บริสุทธิ์

เหตุการณ์บ้านเมืองหลายๆ อย่างที่ผ่านมา หลายคนงุนงงเหมือนศาสนา
ไม่เข้าใจในปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ใคร ทำอะไร เพื่ออะไร

“คู่มือทรราช” เป็นคำอธิบายได้ดีพอสมควร
แต่มันไม่อธิบายปรากฏการณ์บางอย่างที่ผมสงสัย

“แผนการณ์จากฟินแลนด์” ไม่รู้ว่ามีจริงหรือไม่ หรือใครคิด ใครแต่งขึ้นมา
แต่กลับเป็นคำตอบที่เป็นรูปธรรมในการอธิบายหลาย ๆ อย่างได้อย่างลงตัว
๑.ยึดรากหญ้า
๒.บริหารด้วยทุนนิยม
๓.ปกครองด้วยพรรคเดียว
๔.รื้อระบบราชการ
๕.ลดบทบาทสถาบันกษัตริย์ให้เป็นแค่สัญลักษณ์

หากใครอ่านที่ผมเขียนเรื่อง “หาง” จากบทความที่ผ่านมา
ห้าข้อนี้ เป็นการใช้หางของคอมมิวนิส เหมา ฟาสซิส และทุนนิยมได้อย่างลงตัว
เหมือนทุกอย่าง จะตอบด้วย “เงิน”

เงินเป็นอุปกรณ์ และอาวุธนำไปสู่เป้าหมายอะไรบางอย่าง
แผนการปฏิบัติที่แยบยลนั้นอาจเป็นอย่างขั้นตอน
อาจแจกแจงได้เป็นข้อๆ ตามนี้
๑.กองทุนหมู่บ้าน กองทุนเอสเอ็มอี ทุนการศึกษาจากเงินหวย
๒.แปรรูปทรัพยากรเข้าตลาดหุ้น ปิดปากสื่อด้วยระบบสปอนเซอร์
๓.ซื้อ และมอมเมาพรรคการเมือง องค์กรอิสระ ด้วยผลประโยชน์ต่างตอบแทน ฯลฯ
๔.ขึ้นเงินเดือนราชการ เปลี่ยนเป็นพนักงานของรัฐ ไม่มีข้าแผ่นดินอีกต่อไป
เมื่อสำเร็จทั้ง ๔ ข้อแล้ว ผลลัพท์ข้อ ๕ อยู่ไม่ไกล

บวกกับการที่มีใครตั้งใจบังอาจ หรือรู้เท่าไม่ถึงการ
เอากรณีของประเทศเนปาล เป็นกรณีศึกษา
การที่กษัตริย์เนปาลทนไม่ได้ ลงมาสังฆกรรมนัวเนียกับการเมือง
จนประชาชนโกรธ และเดินขบวนขับไล่
สุดท้ายพระองค์ต้องคืนอำนาจ
และ มีการแก้รัฐธรรมนูญให้ลดพระราชอำนาจ

มันเปรียบเทียบไม่ได้!!!

แต่พอจะเห็นหนทางอะไรบางอย่าง
หากมีใครต้องการจะเดินให้เข้าแผนทั้งห้านั้น

เขาสู้กับอะไรอยู่?
เราสู้กับอะไรอยู่?

ถามตัวเองซะ
ว่าเราเชื่อในอะไร?
เราหลงไหลในอุปกรณ์ ในอาวุธที่เขามอมเมาเราหรือไม่?

เลิกทำตัวเป็นนักเชี่ยวชาญในตัวอักษรบ้างได้ไหม?
จงอย่าลืมตัวว่า ก่อนเป็นนักเชี่ยวชาญอะไรก็ตาม
คุณเป็น “คน” มาก่อน

Friday, May 19, 2006

Specialist vs Generalist

ประมาณปี 38 สมัยที่ผมเพิ่งเข้าโรงเรียนสถาปัตยกรรม ช่วงนั้นวงการก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์ตื่นตัวอย่างมาก
กระแสงานด้านอาคารประหยัดพลังงาน ด้านงานอนุรักษ์อาคาร กระเพื่อมขึ้นมา
ตอนนั้นมีผู้เชี่ยวชาญในด้านสาขาต่าง ๆ โดดเด่นขึ้นอย่างมาก
ได้ยินว่ามีการว่าจ้าง ผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นในโครงการใหญ่ๆ ด้วยจำนวนเงินที่นึกไม่ถึง

ขณะนั้น ในสายตาของนักเรียนสถาปัตย์ เหมือนมีความเชื่อว่า ควรแสวงหาความเชี่ยวชาญในสาขาใดสาขาหนึ่งสักอัน
เช่น สาขาเทคโนโลยีอาคาร หรือ สาขาอนุรักษ์อาคาร หรือ ด้านสิ่งแวดล้อม หรือ ด้านพลังงาน ฯลฯ
หรือเรียกว่า “Specialist”

สองสามปีผ่านไป
สภาวะเศรษฐกิจเริ่มได้รับผลกระทบจากความไร้วินัย ความกระหายโลภในกระแสฟองสบู่ที่เมาเป่ากันมาหลายปี
ในที่สุดวงการก่อสร้าง และอสังหาฯ ต้องเผชิญ “ความจริง” ที่จำเป็นต้องล่มสลายอย่างรุนแรง
อาคารมากมายต้องหยุดก่อสร้าง การจ้างงานของวิชาชีพในการก่อสร้างหดหายอย่างไม่เคยเกิดขึ้น
ความซึมเซาในโรงเรียนสถาปัตย์เกิดขึ้นทั่วทุกชั้นปี เมื่อพบความจริงที่ว่า พี่บัณฑิตจบใหม่ร้อยกว่าคน ได้งานแค่ไม่ถึงสิบคน อาจารย์หลายท่านหน้าตาหมองหม่น นำเอาเรื่องเศร้า และเรื่องหายนะในวงการมาเล่าให้นักเรียนฟังอยู่เนืองๆ

อาจารย์หลายท่านเคยได้ชื่อว่า “Specialist” กลับประสบปัญหาเช่นเดียวกับบัณฑิต คือ “ไม่มีใครจ้าง”

ช่วงนั้น สถาปนิกที่ยังคงมีงานอยู่เรื่อย ๆ กลับเป็นพวกที่ถูกเรียกว่า “Generalist”
เขาเหล่านั้น รับงานได้ทุกอย่าง ตั้งแต่ออกแบบเล็กๆ น้อยๆ
ให้คำปรึกษาด้านการต่อเติม ซ่อมแซม
ใช้ความรู้ และวิชาชีพ อย่างเขาถึงประชาชนทั่วไป
ประชาชนทั่วไปเห็นคุณค่าในพวกเขา และพึ่งพาเขาได้
เขาไม่ได้ทำงานออกแบบเพื่อมุ่งแต่รับใช้นายทุน

อย่างที่รู้กันว่า สถาปัตยกรรม เป็นได้ตั้งแต่ หนึ่งในปัจจัยสี่ จนถึง สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

สัจจธรรมอีกอันหนึ่ง ของมนุษยชาติคือ
“ยามบ้านเมืองสมบูรณ์พูนสุข ศิลปินจะก่อเกิด”
ตัวอย่างที่เห็นคือ ยุโรปสมัยยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ “Renaissance” มี ดาวินชี่ ไมเคิล แอนเจโล่ เบอร์นีนี่ ฯลฯ คอยสร้างผลงานระดับพระกาฬ ที่ทุกวันนี้เราเห็นยังอ้าปากค้าง
หรือ สมัยสุโขทัย ที่สุขโข ภายใต้อโณทัยนั้น จะเกิดพุทธศิลป์ พระปางลีลา หรือเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ที่สวยงาม ล้ำลึกยิ่ง

“แต่ยามบ้านเมืองวิกฤต ปราชญ์จะก่อเกิด”
คานธี ดาไลลามะ มาติน ลูเธอร์คิง คงพออธิบายได้

หากเราเห็นถึงสัจธรรมบนโลก เราจะเห็นได้ ว่าเราควรเป็นอะไร ในเวลาไหน
หรือสองคำว่า “กาละ เทศะ” จะอธิบายได้ทั้งหมด

แต่มากกว่านั้น หากมองให้เป็นมุมมองของการปฏิบัติขึ้น
การควบรวมทั้ง Specialist และ Generalist จะเป็นภาพอุดมคติเกินไปหรือไม่?

พี่คนหนึ่งที่เคารพเปรียบเทียบง่ายๆ ว่ามันคือ “หาง”
“คุณมีกี่หาง?”
หางอันนี้ มีไว้หลายหาง ก็จะเป็นประโยชน์กับผู้ที่มี

ยกตัวอย่างที่ใกล้ตัวคือ สถาปนิก

หากสถาปนิกคนหนึ่ง รู้เรื่องกฏหมาย รู้เรื่องออกแบบ เชี่ยวชาญเรื่องก่อสร้าง และเชี่ยวชาญด้านประหยัดพลังงาน
บ้านหรืออาคารที่ออกมา จะออกมาเป็นอาคารที่ไม่น่าเกลียด ไม่ผิดกฏหมาย งบประมาณลงตัว และประหยัดพลังงานมาก

หากสถาปนิกอีกคนหนึ่ง สนใจเรื่องสุขภาพ และรู้เรื่องงานระบบอาคาร
สถาปัตยกรรมคงออกมาเป็น งานที่ดูแลง่าย และเป็นอาคารที่ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

หากสถาปนิกอีกคนหนึ่ง สนใจจะเป็นนักเขียน และเชี่ยวชาญการตลาด
เขาคงบรรยายให้เห็นภาพหลายๆ อย่างได้ง่ายดุจงานสถาปัตยกรรม สร้างสรรค์ ได้ประโยชน์ใช้สอย และขายออก

พวกนี้ ไม่มีวันอดตาย

หรือจะยกตัวอย่างห่างออกไป

หากนักวัสดุศาสตร์ มาสนใจเรื่องพระเครื่อง อะไรจะเกิดขึ้น?
การวิเคราะห์พระเนื้อผง เนื้อชิน พระกริ่ง คงออกมาอีกมุมมองหนึ่งที่น่าสนใจเป็นแน่

หากนักคณิตศาสตร์ มาสนใจเรื่องจิตวิทยา อะไรจะเกิดขึ้น?
คงเห็นหนังสือเรื่อง “พีชคณิตการหย่าร้าง” อยู่บนแผง

หากโปรแกรมเมอร์ มาสนใจด้านศิลปะ อะไรจะเกิดขึ้น?
การเขียนโปรแกรม หรือระบบดิจิตอล ให้ออกมาเป็นงานศิลป์ คงน่าดูไม่หยอก

คนเหล่านี้ รอการ “ก่อเกิด” และเกิดขึ้นแล้วบนโลกนี้
พวกเขามีอย่างน้อย “สองหาง”
และเอามาผสมรวมกันอย่างลงตัว

ในขณะที่บ้านเมืองยังอยู่ในสภาที่อึมครึมแบบนี้
ปราชญ์ และ ศิลปิน อาจเป็นคนเดียวกันได้
ว่าไหมครับ?

Monday, May 15, 2006

หลักกิโลต่อไป อยู่ที่ใด?

ในที่สุดก็จบแล้ว ชีวิตการเรียน
สองอาทิตย์ก่อน พลังกายใจทุกส่วน
มุ่งไปที่วิทยานิพนธ์ที่ค้างคามาแรมปี

สรุปรวบยอดงานวิจัยเรื่องเทคโนโลยีตะวันตกล้ำยุค ด้วย "เศรษฐกิจพอเพียง” และ “ปฏิจสมุทบาท”
เนื้อความสรุปของสรุปที่ซ่อนอยู่ คือ “กูไม่ใช่ทาสพวกมึง”

หลักกิโลนั้นผ่านไปแล้ว
บังเอิญไม่ได้มองซะด้วย ว่ากิโลต่อไปจะเป็นอะไร
และกิโลต่อไปจะอีกไกลแค่ไหน?

แต่วันนี้กลับรู้สึกว่ามีอะไร “ต้องทำ” และ “อยากทำ”
เยอะกว่าตอนก่อนส่งวิทยานิพนธ์เสียอีก
และเยอะกว่าตลอด ๒๘ ปีที่ผ่านมา

เป้าหมายชีวิต เป็นสิ่งที่คิดนานแล้ว
แต่ต่อจากนี้ คือเวลาที่พิสูจน์ และทำให้มันเป็นจริง

แผนการต่อจากนี้คงเหมือนเล่นหมากรุก
รุกไปทีละตา กินทีละตัว คิดและเดินอย่างระวัง

เงิน เป็นปัจจัยที่สำคัญ
แต่ เงิน ไม่ใช่เป้าหมายอย่างแน่นอน

แผนธุรกิจที่วางไว้ จะให้มันเป็น “Cash Cow”
รีดมากินได้ทุกวัน เอาตัวรอด มีเหลือเก็บไว้ขาย บำเรอชีวิตบ้าง
แต่รายได้หลัก จะต้องไปหมุนเฟืองหลายๆ ตัวให้ประเทศไทยดีขึ้น
เฟืองคน เฟืองระบบ เพืองการศึกษา เพืองวิชาชีพ

เมื่อ วัวเงิน ตัวนี้เป็น “วัวดอลล่า”
การจะได้มาซักตัวก็ยากน่าดู

สนุกไปอีกแบบ
ที่ต้องวางกลเม็ดทุกหมากที่จะเดินในหมากธุรกิจกระดานนี้
คุยกับใคร คุยเรื่องอะไร คุยแบบไหน

หวังว่าทุกอย่างคงสำเร็จไปตามที่คาดหมาย

แม้ว่าหลักกิโลต่อไป ก็ยังไม่รู้อยู่ไหน

แต่เมื่อได้ทำในสิ่งที่อยากทำแล้ว
มันทำให้ไม่เหนื่อย ไม่ท้อจริงๆ นะ