Saturday, December 05, 2009

ทำกันหรือยังครับ?

วันนี้พ่อหลวงบอกว่า

"...ความสุข ความสวัสดีของข้าพเจ้าจะเกิดขึ้นได้
ก็ด้วยบ้านเมืองของเรามีความเจริญ มั่นคง เป็นปกติสุข
ความเจริญมั่นคงทั้งนั้นจะสำเร็จผลเป็นจริงไปได้
ก็ด้วยทุกคนทุกฝ่ายในชาติ มุ่งที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้เต็มกำลัง ด้วยสติ รู้ตัว ด้วยปัญญา รู้ผิด และด้วยความสุจริต จริงใจ โดยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมยิ่งกว่าส่วนอื่น ..."
-----------------

ความสุขของพ่อหลวง มิใช่การกระทำอะไรเพื่อตัวพระองค์แม้แต่น้อย
แล้วเรา ทำอะไร หรือคิดจะเริ่มทำอะไรให้พ่อหลวงของเรา
ให้พระองค์มีความสุขบ้างหรือยังครับ?

ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

Friday, November 13, 2009

ก่อน 2012

ช่วงนี้ใครเปิดดูช่องสารคดีหลัก History / Nat Geo / Discovery
จะมีแต่เนื้อหาที่คล้ายๆ กันคือ วันสิ้นโลก

History เล่นเรื่อง นอสตราดามุส และคำทำนาย

Nat Geo เล่นเรื่อง Solar Flare

Discovery เล่นเรื่อง Super Volcano at Yellow Stone

ก่อนปี 1999 ใครจำได้ ก็จะประโคมกันจริง เรื่องพวกนี้

เหมือนจะขีดเส้นวันสิ้นโลก ในปี 1999 เพราะนอสตราดามุสเขียนตัวเลขนี้ไว้ในคำทำนายอันหนึ่ง

ผ่านมาหลายปี โลกมันก็ยังอยู่ ดันมีคนไปตีความว่า 1999 กลับเลขกลายเป็น 9111
คือ 9/11/2001 อ้าวเวร นี่มันอาจารย์ใบ้หวยแถวปากซอยบ้านผมนี่หว่า

บอกเลขอะไรมา เขียนอะไรมาก็ถูกหมดดิพี่

เชื่อว่า 2012 ผ่านไป พวกนี้ชอบขายความกลัว ก็จะขีดอีกเส้นนึง นับไปอีก 13 ปี เป็น 2025

--------------------

ส่วนในโรงหนัง ก็มีหนังอุบัติภัยสิ้นโลกมาอีกอันแล้วครับ

ก่อนไปดู มึข้อสังเกตความคล้ายกันของหนังจำพวกนี้ อยู่ดังนี้คือ

1.รัฐบาลอเมริกา เชื่อไม่ได้ และไม่เก่งอย่างที่คิด

2.คนที่เชื่อได้กลับเป็นพวก Nerd หรืองมงายกับคำทำนายไร้สาระ

3.คนที่เมียหย่า ทะเลาะกับลูก มักจะมีโอกาสคืนดีกันตอนสิ้นโลก

4.เมื่อรู้ว่าโลกจะสิ้น ทุกคนกลายเป็นคนเลว แต่วินาทีก่อนสิ้นโลก ทุกคนจะกลายเป็นคนดี

5.ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถ้าไม่ขี่เครื่องบินไปสู้เอเลี่ยนได้ มักจะตายเสมอ

6.อุบัติภัยมักจะทำลายเมือง Icon สำคัญของโลก ดังนี้คือ นิวยอร์ค วอชิงตัน ปารีส ฮ่องกง ส่วนตำบลหันห้วยทราย จังหวัดนครราชสีมา ประเทศไทยนั้น ยังปลูกข้าวกินได้ตามปกติ

7.คนเอเชียในหนังประเภทนี้ มีอัตราการรอดตาย แค่ 1 เปอร์เซนต์ ซึ่งมักจะเป็นคนญี่ปุ่น (ที่ใช้นักแสดงเกาหลี หรือจีนมาเล่น แล้วพูดภาษาญี่ปุ่นไม่เอาอ่าว)

8.อัตราการรอดตาย อีกร้อยละ 99 เป็นคนอเมริกัน ประกอบด้วยสามจำพวก คือ พวกมีปัญหาในชีวิตส่วนตัว นักวิทยาศาสตร์ และสาวนมใหญ่

Wednesday, July 01, 2009

UP - ปู่สู้ หลานซ่า

รู้กันหรือไม่ครับว่าชื่อภาษาไทยอย่างเป็นทางการคือ
”ปู่ซ่า บ้าพลัง”

โอ้โห ตั้งชื่อซะไม่น่าดูเลย

เปลี่ยนเป็น “ปู่สู้ หลานซ่า” ดีก่า

เป็นหนัง Animation อีกเรื่อง
ที่เป็นหนังจริงๆ ไม่ใช่ การ์ตูน ให้เด็กดูอย่างเดียว
อาจจะต่างจาก Shrek ที่เป็นหนังเหมาะสำหรับผู้ใหญ่
เพราะมุกตลกส่วนมาก ผู้ใหญ่น่าจะเข้าใจมากกว่า

ตัวละครใน UP มีไม่เยอะเลย
แต่ความลึกในแต่ละตัวมีเยอะ

สนุกดี ได้แง่คิดหลายๆ อย่าง

โดยเฉพาะพาคนรักไปดู ออกมาอยากจะ

Go Old with You

เลยหล่ะครับ

ปวดตากับทรานสเฟอร์เมอร์

เพิ่งไปดูทรานสเฟอร์เมอร์มาครับ

ปวดตามาก เพราะมัวแต่เพ่งกราฟฟิค

ผมเคยดูภาคที่เป็นการ์ตูน ตอนเด็กๆ
ตัวหุ่นมีความซับซ้อนน้อยกว่านี้เยอะเลย
เลยเดาว่า ถ้าไมเคิล เบย์ ทำไม่ซับซ้อน
คนอาจจะคิดว่าไม่สมจริง

หนังล้างโลก วิกฤตโลก วันสิ้นสลายโลก เดี๋ยวนี้มีแนวโน้มถึ่ขึ้นเรื่อยๆ

Transformers
The day the earth stood still
The day after tomorrow
Terminator Salvation
War of the World
I am Legend
The Core
Deep Impact
Armageddon
ID4

แนวโน้มก็จะมีความสมจริงขึ้นเรื่อยๆ

แต่ข้อสังเกตของหนังคือ สุดท้าย จะมีคนสามประเภทที่รอดชีวิต

1.Kids - เด็กน้อย
2.Scientist - นักวิทยาศาสตร์
3.Big Boob - หน้าอกสบึมส์

Monday, June 22, 2009

New Weapon of Mass Destruction

มันไม่ใช่ไวรัส มันไม่ทำลายระบบงาน มันไม่ทำลายฮาร์ดแวร์

มันทำลายสมอง มันทำลายสายตา
มันลดทอนผลผลติชาติอย่างมาก
มันแทรกซึมเข้าโจมตีประชากรชาติเราอย่างรุนแรง
โดยเฉพาะหน่วยงานราชการ

จากประสบการณ์ของผม ผมสังเกตเห็นคอมพิวเตอร์กว่าร้อยละเจ็ดสิบ
มีอาวุธชนิดนี้ติดตั้งไว้แล้ว

มันยังเข้าโจมตีสถาบันครอบครัว
ด้วยการทำให้เหยื่อ ไม่สามารถทำอะไรได้ เป็นเวลานาที และบางที เป็นหลายๆ ชั่วโมง

มันทำให้ผลิตผล มวลรวมของชาติลดลงอย่างเห็นได้ชัด
มันเป็นอาวุธทำลายล้างชนิดร้ายแรง

ผมยังหาวิธีหยุดมันไม่ได้ เพราะผมก็เริ่มถูกทำลายไปทีละน้อย

หากใครยังได้ยิน หรือได้อ่านข้อความนี้

กรุณาอย่าคลิ๊ก สัตว์ประหลาดตัวเขียว ตัวนี้...

Saturday, March 28, 2009

องค์ประกอบชาติเป็นไฟ

ใครที่ได้เรียนวิชา สปช. สมัยยังเด็ก
คงจะจำได้ว่า
องค์ประกอบของการเกิดเพลิงไหม้ มีอยู่ 3 ประการ
1.ต้องมีเชื้อเพลิง
2.ต้องมีอ๊อกซิเจน
3.ต้องมีอุณหภูมิ



ต่อมา วิชาวิทยาศาสตร์สอนเรื่องการดับไฟ
ว่าต้องตัดปัจจัยใด ปัจจัยหนึ่งออก
เช่น
- นักดับเพลิง ใช้น้ำฉีดเข้าไปที่ไฟ เพื่อลดอุณหภูมิ
- ถังดับเพลิงบางชนิด ใช้ก๊าซเฉี่อย เพื่อตัดปัจจัยอ๊อกซิเจน ทำให้ไฟดับได้
- การป้องกันเพลิงไหมที่ดีที่สุด คือการไม่กองเก็บเชื้อเพลิงไว้ในอาคาร
- ฯลฯ

---------------

ทุกวันนี้ ประเทศไทยมีความขัดแย้ง
ด้วยความเห็นของผม ผมพบองค์ประกอบสามอัน
ที่เมื่อมาบรรจบพบกันแล้ว เพลิงจะติด และจะนำไปสู่ “ชาติแตกแยก”




องค์ประกอบแรก
คือ ประชาชนการศึกษาน้อย ถูกกดขี่ ด้อยศีลธรรม
ต้องเข้าใจพวกเขา ที่ปล่อยให้ตกอยู่ในวงจรอุบาทว์มายาวนาน
เมื่อยากจน จึงต้องทำงานหนัก
ทำงานหนัก จึงไม่มีเวลาดูแลลูกหลาน
ลูกหลานไม่ได้รับการสั่งสอน ไม่มีศีลธรรม จึงไม่มีการศึกษา
ไม่มีการศึกษาจึงไม่รู้จักยั้งคิดและควบคุม มีลูกมาก
เมื่อมีลูกมาก ก็กลับไปยากจนอีกครั้ง

เมื่อยากจน ไม่มีปากเสียง ถูกเจ้าหน้าที่รัฐรีดไถ นักการเมืองคดโกง
ถูกกดขี่ จึงกดดัน อัตลักษณ์และศักดิ์ศรีความเป็นคนขาดหายไป
เขาเหล่านี้ เปรียบเป็นเชื้อเพลิงที่กองอยู่ทั่วทั้งประเทศ

องค์ประกอบที่สอง
วิทยุชุมชน และสื่อทางเลือก ที่เกิดขึ้นทั่วทุกหัวระแหง
สื่อจริงสื่อเทียม ไม่ได้รับการควบคุมมาเป็นเวลาหลายปีต่อเนื่องกัน
การปลุกระดม การพูดความจริงด้านเดียว
การเล่าข่าวแบบเอามัน ไร้จรรยาบรรณ
การให้สัมภาษณ์แบบไม่มีความรับผิดชอบ เอาตัวรอดไปวันๆ
เปรียบเสมือนอ๊อกซิเจนที่ล่องลอยอยู่ทั่วไปตอนนี้


องค์ประกอบที่สาม
มิจฉาทิฐิ ของกลุ่มคนผู้มีเป้าประสงค์ไม่บริสุทธิ์
คนคิดเอาแต่ได้ สร้างความมั่งคั่งให้ตนและพวกพ้องอย่างไม่ยันยะบันยัง
คนไม่รู้จักยอมรับผิด ใครมาตรวจสอบพบความผิดก็หาว่าเป็นศัตรู จ้องทำลายตนเรื่อยไป
เปรียบเสมือนอุณหภูมิที่กำลังร้อนขึ้น และร้อนขึ้น


ตอนนี้องค์ประกอบครบสามประการแล้ว
เพลิงแห่งความแตกแยกของประชาชนเกิดทุกหัวระแหง
บางคนต่อสู้เพื่อเงิน เพื่อความอยู่รอดไปวันๆ
บางคนต่อสู้เพื่ออัตลักษณ์ ในหมู่คน ให้เกิดความยอมรับ
บางคนต่อสู้เพื่ออุดมการณ์
แต่หารู้ไม่ว่ามันคืออุดมการณ์บนฐานของ มิจฉาทิฐิ

การดับเพลิง จำเป็นต้องระงับองค์ประกอบอันใดอันหนึ่งโดยเร็ว
การจะดึงเชื้อเพลิงออก หรือการลดจำนวนของคนที่มีการศึกษาน้อย
คนที่คับแค้นใจจากการถูกกดขี่ให้หมดไปโดยเร็วนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้

การเอาอ๊อกซิเจนออก
หรือควบคุมสื่อเทียม สื่อไร้จรรยาบรรณ อาจจะช่วยได้
แต่ทุกวันนี้ที่สื่อทางเลือกกระจายอยู่เต็มไปหมด
คงทำได้ยาก และไม่หมดไปง่ายๆ

เมื่อสองปัจจัยนี้ คงจะเอาออกไปได้ยาก และอาจเร็วไม่ทันใจ
การลดอุณหภูมิ หรือการกำจัดมิจฉาทิฐิ
คงจำเป็นต้องทำโดยเร็วและน่าจะง่ายกว่าอย่างอื่น


ส่วนทำยังไงนั้น คงต้องมาคิดกันดูครับ

Saturday, December 27, 2008

มุมมองที่เปลี่ยนไป

มุมมองที่ผมมีต่อโลก เปลี่ยนไป

สมัยเด็ก ผมมองโลกแบบ You are ok, I’m not ok.
ผมขี้อิจฉา ผมโลภ ผมหลง

มหาวิทยาลัย นอกจากให้กระดาษผมหนึ่งใบแล้ว
ยังได้ให้ผมรู้จักกับมุมมองใหม่
ผมมองโลกเปลี่ยนไป เป็น You are ok, I’m ok.

ผมใช้ชีวิตอย่างสร้างสรรค์ มีความสุข ทุกอย่างเป็นสิ่งสวยงาม น่าค้นหา ท้าทาย

ผมใช้ชีวิตมาสักพัก
ผมกลับเกิดคำถามในความไม่เข้าใจสิ่งรอบตัว
เมื่อผมทำความเข้าใจมันมากขึ้น
ผมพบว่า ปัญหาที่ท้าทายเหล่านั้น "มันไม่มีทางแก้"

มุมมองของผม เปลี่ยนไปสู่ You are not ok. I am ok.
ผมเริ่มเปลี่ยนการมองสังคมจาก “เข้าใจ” เป็น “ทำใจ”

ผมไม่แน่ใจ ว่าผมจะมีความสุข หรือ ทำใจให้สุขกับสังคมนี้ไปได้อีกนานเท่าไหร่

บทความนี้ ไม่มีทางออก
แคบ่นเฉยๆ

Tuesday, December 09, 2008

จันทร์เอ๋ย จันทร์ยิ้ม



จันทร์เอ๋ย จันทร์ยิ้ม
ยิ้มสุขพริ้ม ยิ้มฉงน หรือยิ้มหยัน
จันทร์เห็นเรา เราเห็นจันทร์ ต่างคิดกัน
ปากแย้มนั้น เหมือนว่ายิ้ม หมายต่างเอย


ปรากฏการณ์ จันทร์ยิ้ม
ต้องเรียกว่า ปรากฏการณ์จริงๆ นะครับ
ที่ทุกอย่างเกิดขึ้นแบบพร้อมๆ กันได้ขนาดนี้
กล่าวคือ
ดาวศุกร์ (ตาด้านซ้าย) ลุกโชนสว่าง เพราะอยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์มาก
ดาวพฤหัส (ตาด้านขวา) สว่างนิ่งๆ นวลๆ แม้จะห่างจากตาซ้ายหลายล้านกิโลเมตร
ดวงจันทร์ (ปากยิ้ม) อยู่ในตำแหน่งรับแสงเสี้ยว เหมือนปากยิ้ม
โลก อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ทำให้เราสามารถเห็นดาวเคราะห์ทั้งสามดวงได้ ในตำแหน่งที่มีความหมาย

ตั้งแต่เริ่มวัฒนธรรมมนุษย์มา เราเริ่มตีความสิ่งที่เห็นบนท้องฟ้าไปต่างๆ นานา
สมัยสามก๊ก ขงเบ้ง สุมาอี้ สามารถคาดเดาการตาย การเปลี่ยนเจ้าเมือง จากดาวหรี่ดับ
สมัยยุคกลาง การระเบิดของซูเปอร์โนวา ก็กลายเป็นเหตุการร้ายได้มากมาย
สมัยอยุธยา พงศาวดารกล่าวอ้างว่าดาวหางคือสัญญาณแผ่นดินเปลี่ยน

ตำแหน่งของดาวสี่ดวงจะมาเรียงตัวคล้ายๆ กันอีกครั้งในเช้ามืดวันที่ 23 เมษายน 2552
การตีความกับความหมายของการยิ้ม คงต่างกันไปตามบริบทสังคมตอนนั้น

ทางการแพทย์พิสูจน์แล้วว่า การที่เราอยู่ใกล้คนยิ้มเก่ง ยิ้มบ่อย เราจะยิ้มและมีความสุขไปด้วย เหมือนเป็นโรคติดต่อ
การคาบปากกา ให้ปากอยู่ในตำแหน่งเหมือนยิ้ม เมื่อดูหนังตลกจะตลกขึ้น
และหนังตลกถ้ามีเสียงหัวเราะนำให้ถูกจังหวะ ความตลกก็จะเพิ่มขึ้น
การแกล้งยิ้มหัวเราะทุกเช้า วันนั้นจะเริ่มด้วยความสุข
เมื่อเกิดปัญหารุมเร้า หาทางออกไม่ได้ ทางเดียวที่ทำได้คือ “ยิ้มสู้”

ในคืนจันทร์ยิ้มนั้น มุมเล็กๆ แถวถนนพัฒนาการ
คุณน้าผม กำลังอยู่ในช่วงเวลาการบำบัดคีโม หลังตรวจพบมะเร็ง
ท่านเดินกับแม่ผม ใต้แสงจันทร์ยิ้มนวล
ท่านบอกว่า ไม่เคยเห็นจันทร์ยิ้มแบบนี้เลย ตลอดห้าสิบกว่าปีที่ผ่านชีวิตมา
ท่านบอก คงต้องยิ้มสู้กันต่อไป

เมื่อการยิ้มเป็นสิ่งดี ถ้าจันทร์ยิ้มอยูบนฟ้าทุกคืนก็คงดีไม่น้อย
แต่จันทร์มองเราแล้ว คงยิ้มไม่ออก หรือคงยิ้มในความเหนื่อยหน่ายของมนุษยชาติ

แต่ในเมื่อจันทร์มองเราแล้วไม่ยิ้ม
ทำไมเราไม่มองจันทร์แล้วยิ้มดูหล่ะครับ


ลองยิ้มให้กับท้องฟ้าที่ยังสดใสปลอดโปร่งเพียงพอให้เรามองจันทร์ได้
ลองยิ้มให้กับเวลา และกล้ามเนื้อ ที่เรายังมีเพียงพอ ให้มีเวลา และกำลังเพียงพอในการเงยหน้ามองจันทร์ ทั้งที่หลายคนบนโลกกลับไม่มีเวลา หรือไม่มีกำลังเพียงพอเหมือนเรา
ลองยิ้มให้กับโอกาสของชีวิตนี้ ที่ได้เกิดมามองจันทร์ ที่ยังมีอะไรดีๆ ให้ทำอีกตั้งเยอะ


ว่าไหมหล่ะครับ?

Tuesday, December 02, 2008

ประเทศไทย ท่าจะแย่

วันนี้ครบหนึ่งอาทิตย์ที่ สนามบินสุวรรณภูมิปิดตัวลง

ผมเพิ่งส่งนักท่องเที่ยวตกค้างกลุ่มหนึ่ง ขึ้นเครื่องที่ อู่ตะเภา

ผมได้มีโอกาสเดินทางไปที่ต่างๆ ในช่วงนี้ พบคนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจท่องเที่ยว
สืบความจากเหตุการณ์ได้ดังนี้

พี่ที่รู้จัก เจ้าของโรงแรม พัทยา-ภูเก็ต
“ช่วงนี้ทำไงหล่ะพี่?” ผมถาม
“ส่วนช่วงนี้ก็ให้แขกพวกที่ไม่มีตังค์แล้วยังตกเครื่อง อยู่ฟรีไปเลย
ภาพพจน์ประเทศ มันก็ต้องช่วยๆ กันหว่ะ
แต่เดือนหน้าท่าจะแย่ แขกยกเลิกการจองไปแล้วเยอะเลย
ก็คงต้องประหยัดกันให้มากที่สุด ประคองๆ กันไป
เดือนต่อๆ ไป ก็ลุ้น สู้กันใหม่”


ป้าคนขายตั๋วเข้าวัดอรุณฯ
“กระทบอะไรไหมป้า?” ผมยืนคุยด้วย
"เชื่อไหม สามวันมานี้ นักท่องเที่ยวเหลือ 5 เปอร์เซนต์ ถ้ายังแบบนี้ จบกัน" คุณป้าตอบ

หมอนวดแผนไทย วัดโพธิ์
“มีผลอะไรไหมครับช่วงนี้?” ผมยิงคำถามขณะกำลังใช้บริการนวดเท้า
“นี่ก็ได้น้องเป็นลูกค้าคนแรก วันนี้นี่แหล่ะ ปกติบ่ายๆ แบบนี้ มีไม่น้อยกว่า สามสี่คนแล้ว เป็นแบบนี้ต่อไปท่าจะแย่”

หลายโรงแรมที่ภูเก็ตและหัวหิน ลงทุนเร่งงาน เพื่อเปิดให้ทัน ฤดูท่องเที่ยวนี้
กำลังจะพบความยากลำบากเข้าขั้นหายนะ
ส่งผลให้ธุรกิจเกี่ยวเนื่องไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ พังทลายทั้งระบบ
ตั้งแต่โรงนวด สปา อาหารหรู ส้มตำริมหาด ที่จัดสัมมนา บริษัทออกแบบ ผู้รับเหมาก่อสร้าง รถเช่า เรือเช่า จองตั๋วเครื่องบิน ขายของที่ระลึก ยันโชว์อาคัลซ่า ฯลฯ
ท่าจะแย่

ความเห็นผม
นายเสรีรัตน์ ผอ.การท่าฯ คือ ตัวการทำลายประเทศไทย จำเลยที่หนึ่ง
ผมไม่เข้าใจว่า การท่าอากาศยานฯ จะปิดสนามบินทำไม?

ผู้ประท้วง ปิดถนนทางเข้าชั้นสี่ของสนามบินเท่านั้น
ซึ่งตอนแรกยังไม่เข้าไปในอาคารผู้โดยสารเลยด้วยซ้ำ
Air-Side ที่เป็นรันเวย์ และทางเชื่อมเครื่องบิน ยังทำงานได้ปกติ
Cargo ที่แยกถนนทางเข้า และใช้รันเวย์ ก็ไม่กระทบ
แต่การท่าอากาศยานฯ กลับเลือกที่จะปิดตายสนามบินทั้งหมด


ผมไม่เข้าใจหนักเข้าไปอีกว่า
การท่าจะปิดสนามบินนานาชาติที่เชียงใหม่ และภูเก็ตด้วยทำไม?


ทำให้ผมวิเคราะห์ออกมาเป็นเหตุผลเดียวว่า
“นี่คือการเอาความเดือดร้อนของประเทศไทย เป็นเครื่องมือทางการเมืองชัดๆ”
ด้วยการดันความผิด และลดความชอบธรรมให้การประท้วงของพันธมิตรฯ

จำเลยที่สองในการทำลายประเทศไทยคราวนี้คือ รัฐบาลไทย โดยกระทรวงคมนาคม
ที่กระบวนการรองรับความเดือดร้อน เข้าขั้น “โหลยโท่ย” หรือ ทำงานไม่เป็น และมั่วอย่างร้ายแรง


เมื่อวันศุกร์ หลังจากผ่านการปิดสนามบินมาสามวัน
รัฐฯ ประกาศว่า สี่โรงแรม สามารถรองรับนักท่องเที่ยวตกค้างได้
ผมรอจนวันเสาร์ และเห็นประกาศตามเวบไซต์สถานทูตต่างประเทศ คาดว่าคงใช้งานได้แล้ว
สามในสี่โรงแรมที่ผมโทรไป บอกทำนองเดียวกันว่า “รัฐบาลมั่ว ไม่ได้ส่งอะไรเจ้าหน้าที่อะไรมาเลย นี่รับสายจนจะไม่ไหวแล้ว”
สุดท้ายที่โรงแรมเซนทารา หลังจากโทรทั้งวันเสาร์ ผมโทรติดตอนสามทุ่มครึ่ง บอกว่า “ที่นี่รับแต่สายการบินไทย สายการบินอื่น ไม่รู้ ไม่มีข้อมูล”


ส่วนเบอร์โทรศัพท์ต่างๆ ที่ทางรัฐบาลให้ ไม่ว่าจะเป็นสนามบินอู่ตะเภา สมาคมธุรกิจท่องเที่ยว

สายเหมือนจะยุ่งจนติดต่อใครไม่ได้ เช่นเดียวกับสายการบินต่างประเทศอื่นๆ


และแย่ที่สุดคือ ทั้งที่นักท่องเที่ยวติดค้างสามวัน และจะเข้าสู่วันที่สี่ และห้า และหก
กลับไม่มีหน่วยงานรัฐฯ อันไหนที่เหมือนจะมีหน้าที่รับผิดชอบ เปิดทำงานหลังห้าโมงเย็น และทำงานวันเสาร์อาทิตย์


รัฐฯ บอกจะให้สองพันบาทต่อวัน สำหรับกับนักท่องเที่ยวที่ติดค้าง กลับกลายเป็นคำพูดเอาหน้า
เมื่อถามหารายละเอียดกลับไม่ได้เรื่องสักที่ ถามไป บอกไม่มีใครรู้ โยนไป โยนมา

นักท่องเที่ยวที่ผมดูแล บอกตรงกันว่า “ไม่มีใครอยากมาประเทศนี้แล้ว” ส่งผลให้คนที่บ้านเขาบอกเช่นเดียวกัน
เหตุการณ์นี้ ผมย้ำความเชื่อที่สิ้นหวัง และประสบการณ์ในหัวที่ว่า
· การที่นักการเมือง จะแก้ปัญหาเพื่อประชาชนนั้น หากไม่มีผลประโยชน์ มันจะไม่ทำงาน
· รัฐมนตรีถูกแต่งตั้งด้วยระบบโควต้า ไม่มีความรู้ และไม่มีความสามารถพอในงานที่รับผิดชอบ
· ข้าราชการไทยปัจจุบัน นอกจากฟังคำสั่งนักการเมืองแล้ว ก็ทำอะไรไม่เป็นนอกจากงานในหน้าที่ และไม่เคยจะทำอะไรเพื่อประชาชน
· คำว่า “ธุระไม่ใช่” คือคำพูดของคนประเทศนี้ ที่ไม่เคยคิดจะแก้ปัญหาเพื่อส่วนรวมใดๆ ทั้งสิ้น
· หรือสิ่งดีๆ เพื่อประชาชนในประเทศนี้ มันจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีการปฏิวัติ


สำหรับเหตุการนี้ หากลองคิดแก้ปัญหาดู อาจทำได้ดังนี้
ความเร่งด่วนแรก ภายในสี่ชั่วโมงแรก คือ
ข่าวสาร พร้อมรับเรื่องความเดือดร้อนแบบอ้างอิง และติดตามได้
เวบไซต์ สาย Hotline และเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ต้องจัดตั้งภายในสี่ชั่วโมงแรกของความเดือดร้อน
เพื่อระงับความสับสน และลดความเดือดร้อน พร้อมมอบหมายเลขอ้างอิง สำหรับข้อมูลที่นักท่องเที่ยวจะได้ไม่ต้องเล่าเรื่องใหม่ทุกครั้งที่ติดต่อเข้ามา

เร่งด่วนที่สองคือ ภายในแปดชั่วโมง คือ
การประสานงานเตรียมความพร้อมของสนามบินใกล้เคียง และประสานงานให้กับสายการบินต่างประเทศ ทั้งขาเข้าขาออก

เร่งด่วนที่สาม ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง คือ
การอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น การเตรียมล่าม การเตรียมรถขนส่ง อาหาร ส้วม โรงแรม เครื่องใช้สำนักงาน ประสานงานกับเจ้าหน้าที่รัฐท้องถิ่น อำนวยจราจร สถานพยาบาล ฯลฯ

เร่งด่วนที่สี่ คือ
การเยียวยาความเสียหาย เช่น การชดใช้ค่าโรงแรมสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดือดร้อน อาจเป็นการให้กรอกข้อมูลทิ้งไว้ แล้วจัดการภายหลังตามไป อาจมีการมอบที่พัก หรือ แพ๊คเก็จทัวร์ให้ตามไปเพื่อกู้สถานการณ์ ฯลฯ

นี่คือสิ่งที่ผมคิดได้ภายในหนึ่งชั่วโมง
ซึ่งหากรัฐบาลทำงานเป็น และจริงใจแก้ปัญหา
คงคิดได้มากกว่านี้อีกหลายเท่า

และความเดือดร้อนจะไม่รุนแรงขนาดนี้


“สุดท้ายนี้ขออำนาจคุณพระศรีรัตนไตร และสิ่งศักดิ์สิทธิในสากลโลก
ช่วยทำให้พวกเหี้ยห่า จัญไร ที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว เอาประเทศเราไปหาผลประโยชน์
ไม่เคยคิดถึงประเทศชาติ และประชาชน
จงไม่มีอำนาจ และจงถูกควบคุม ไม่ให้สร้างความเดือดร้อนวุ่นวายได้อีกต่อไป”

Sunday, September 14, 2008

การเมืองใหม่

หากเทียบว่า ประเทศไทยคือ ซีพียูตัวใหญ่
การฟอร์แมตเครื่อง กลับไปใช้จอเขียวอีกครั้ง เมื่อวันที่ 19 กย. 49
เพื่อแก้ไวรัส วายร้ายที่พัฒนาจากเดิมที่กินได้แค่ ซอฟท์แวร์บางตัว แต่กลับเริ่มกินหน่วยความจำหลัก ทำลายระบบไวรัสสแกนจนหมด
แถมไวรัสยังปลอมตัวเป็นไวรัสสแกน ทำให้โปรแกรม และข้อมูลดีหลายอันถูกจับเป็นไวรัสแทน

การฟอร์แมตแต่เริ่มแรกระบบภายในเหมือนจะดี ด้วยการติดตั้ง โปรแกรมสแกนไวรัสจำนวนมาก
ข้อเสียอย่างเบาๆ ของจอเขียวคือทำอะไรก็ชักช้าไปเสียหมด
แต่ข้อเสียอย่างร้ายแรงของระบบจอเขียวคือ “เข้าอินเตอร์เน็ตไม่ได้”

เลยต้องเปลี่ยนไปติดตั้งระบบปฏิบัติการ วินโดว์จอสี เหมือนเดิมเมื่อปลายปี 50
แต่โปรแกรมตัวนี้ ถูกย้อมแมวมาขาย ระบบเริ่มรวนตั้งแต่การติดตั้ง
เมื่อลงซอฟท์แวร์ไม่ได้บางตัว ฟ้องเตือนว่า error ตลอดการติดตั้ง
ระบบ ไวรัสสแกน ที่ถูกติดตั้งตั้งแต่สมัยจอเขียว ตรวจเจอไวรัสบางตัวร้ายแรงถึงขั้นนำทรัพยากรภายในเครื่องไปยกให้บริษัทข้างบ้านแบบถูกลิขสิทธิ์ และพบว่าไวรัสตัวนี้ ฆ่าไม่ตายง่ายๆ

จะฟอร์แมตเครื่องอีกหนเป็นจอเขียว ก็เกรงว่าเครื่องจะพังลงในคราวนี้
จะเข้า SAVE MODE ทำรัฐบาลแห่งชาติ จะยั่งยืนได้หรือไม่?
(และก่อนเข้าจะทำอย่างไร ถ้าไม่ต้องจอเขียว?)
หรือ จะต้องเลหลังขายเครื่องทิ้งให้บริษัทต่างชาติไปซะ!!!

หรือบางทีนั้น ไวรัสตัวนี้ มันเกิดจาก bug&error ด้วยพื้นฐานของตัวเครื่องเราเอง

มักง่าย ขี้ลืม รักสบาย
สามพื้นฐานที่ฟอร์แมตกี่ครั้งก็ไม่หาย มันเป็นธรรมชาติแบบไทยๆ มาแสนนาน
- มักง่ายในการขับรถ แทรกคอสะพาน มักง่ายแทรงคิวซื้อตัวหนัง มักง่ายเดินลัดสนาม ทิ้งขยะไม่เป็นที่
- มักง่ายในวงราชการ คือการวิ่งเต้น เลียแข้งขา เพื่อการเติบโตแบบง่ายๆ ไม่ต้องทำงานมีให้เห็นอยู่ทั่วไป
- มักง่ายดูบอลสนุกของต่างประเทศ บอลไทยอาชีพไม่พัฒนา ไม่มีใครดู บอลไทยก็ไม่มีวันไปบอลโลกตลอดกาล
- ขี้ลืม ตื่นกระแส ไม่ศึกษาประวัติศาสตร์ โดนผู้นำพูดเก่งลากไปลากมา
- รักสบาย เล่นหวยหุ้นหวังรวย
- รักสบาย อยากให้บ้านเมืองดีขึ้น แต่ไม่ทำอะไรสักอย่าง แล้วมันจะดีขึ้นได้อย่างไร
ยิ่งน่าเศร้าเมื่อ องค์การบริหารนิสิตนักศึกษา ทำเป็นแค่จัดการปิดมหาวิทยาลัยรับน้องเต้นไก่ย่าง
บอลจุฬาธรรมศาสตร์ มีจุดเด่นที่การเปิดตัวหลีดเดอร์ และนัดพบเพื่อนโรงเรียนเก่า

อันนี้ยังไม่น่ากลัว ที่น่ากลัวคือ การหายไปของ “จิตสำนึกสาธารณะ”
ความละอายในชั่ว เกรงกลัวต่อบาป ของคนไทย สูญหายไปอย่างรวดเร็ว
คนอย่างศรีธนนชัย คนอย่างทักษิณ เกิดขึ้นทั่วทุกหัวระแหง
การตะแบงกฏหมาย เพื่อเบียดบังประโยชน์สาธารณะ
มาตรฐานมารยาทความรับผิดชอบต่อสาธารณะถูกถ่างออกจนตกต่ำ

“ตุ๊กตาการเมืองใหม่” ให้มีผู้แทนจากทุกอาชีพ เข้าไปบริหาร
ก็เชื่ออย่างสิ้นหวังว่า เหล่าศรีธนนชัยการเมืองก็จะแทรกเข้าไปในกระบวนการเลือกอยู่ดี

ผมมองว่า “การเมืองใหม่” จะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน ต้องทำ “สังคมใหม่” เสียก่อน
มักง่าย ขี้ลืม รักสบาย คงไม่หายไปง่ายๆ ถ้าเรายังอยู่ในภูมิศาสตร์แบบนี้
แต่ “จิตสำนึกสาธารณะ” ที่หายไป ต้องเอาคืนมาให้ได้ก่อน

ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันทำ
คุณครู อาจารย์ ต้องกู้การศึกษา ต้องรณรงค์ และกวดขันเรื่องจริยธรรม และสำนึกต่อสังคมส่วนรวม
สื่อมวลชน ต้องกลับมาทำหน้าที่อย่างถูกต้อง แบบไม่ต้องบังคับ
นักวิชาชีพ สถาปนิก วิศวกร แพทย์ เดินตามทางตรงๆ อย่างมีจรรยาบรรณ
ตำรวจต้องบังคับกฎหมายอย่างเคร่งครัด ยุติธรรม ไม่รับสินบน
นักการเมือง คงเป็นกลุ่มสุดท้ายที่จะถูกเปลี่ยน เมื่อทุกคนเปลี่ยน

ผมอาจจะฝันไป แต่อยากจะฝันดีๆ แบบนี้ เมื่อชีวิตจริงมันคือฝันร้ายที่ไม่มีวันตื่นได้นี่สิครับ

Wednesday, August 27, 2008

Next Blog...

สำหรับคนเล่นบล๊อก
คุณเคย กดปุ่มข้างบนที่อยู่ตรงเมนู "Next Blog" หรือเปล่าครับ?

ผมก็ไม่เคยหรอก ก็เลยลองคลิ๊กปุ่มที่ว่า ไปเรื่อยๆ ดู
ปรากฏว่า
มันคือการ"เที่ยวรอบโลก"แบบหนึ่ง

แต่มันเป็นการเที่ยวเชิงลึก
เหมือนไปกดกริ่งประตูบ้านต่างๆ

ผมพบว่า บ้านต่างๆ พอจะแบ่งเป็นดังนี้
ประมาณ 30% เปิดร้านขายของ แนะนำสินค้า แปะรูปของตัวอย่าง ต่างๆ นานา
ประมาณ 30% อยู่บ้านคนเดียว เล่าเรื่องของตัวเอง งานปาร์ตี้ เหมือนบันทึกประจำวัน
ประมาณ 20% อยู่เป็นครอบครัว เล่าเรื่องลูกๆ เสียเป็นส่วนใหญ่
อีกประมาณ 20% เป็นผู้สร้างสรรค์ เป็นนักวิชาการ สรรหาของแปลกๆ มาแปะ วิจารณ์ความเป็นไปของโลก ค้นหาส่วนเติมเต็ม

ผมพบภาษาตั้งแต่ อังกฤษ รัสเซีย นอร์เวย์ อารเบีย ยิว จีน เวียดนาม ญี่ปุ่น สเปน เยอรมัน เสียดายไม่เจอไทย
สำหรับภาษาอังกฤษ (ที่เป็นภาษาเดียวที่ผมพอจะอ่านออก) ผมพบว่ามีคนเขียนตั้งแต่ ออสเตเรีย อังกฤษ อเมริกา มาเลเซีย ฯลฯ

ผมเจอชมรมตั้งแต่ Hip-Mom ตกปลา ขี่จักรยาน สเก็ตบอร์ด คนรักหมา ยันผู้ชื่นชอบสถาปัตยกรรมร่วมสมัย

มีเวลาว่างสัก 5-10 นาที
ลองเล่นดูสิ สนุกดีนะครับ

Sunday, August 17, 2008

08-08-08 วันแรกของวันที่เหลือ

พิธีเปิดโอลิมปิคเกมส์ เมื่อวันที่แปด เดือนแปด ปีสองพันแปด ทำได้อย่างอลังการ แม้จะมีคนบอกตำหนิว่า สิ่งที่เห็นในสนามจะแตกต่างกับสิ่งที่ถ่ายทอดไปทั่วโลก
แต่คิดในมุม จาง อี้ โหม้ว ผู้กำกับว่า
"คนในสนามรังนกเรือนแสน จะเทียบอะไรกับคนทางบ้านอีกพันล้านหล่ะ?"

ไม่แน่ว่าในอนาคตอันไม่ไกลนี้ พิธีเปิดโอลิมปิก จะเป็นหนังสามชั่วโมงเรื่องหนึ่ง ที่มีแค่ช่วงเดินพาเหรดของนักกีฬาที่เป็นภาพจริง

โอลิมปิกครั้งนี้ คงจบไปอย่างอลังการที่สุด แต่คนที่ผมรู้จัก กลับมาจากจีนช่วงปีนี้ด้วยความไม่ค่อยประทับใจต่อคนจีนซักเท่าไหร่ เพราะเรื่องการท่องเที่ยว ธรรมชาติคนจีนไม่ใช่คนที่ต้อนรับขับสู้เหมือนคนไทย
เรื่องภาษาอังกฤษ คงเป็นอุปสรรคใหญ่ที่คนจะเที่ยวประเทศจีนต้องคิดหนัก แต่ต่อไปจีนคิดว่ามันอาจไม่ใช่ปัญหา
ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่รีบเร่งบีบคั้น คนจีนเมืองใหญ่ เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ มีแนวโน้มจะโกรธ และรำคาญชาติอื่นที่พูดภาษาเขาไม่ได้

จากปัจจุบัน การที่จีนเป็นฐานการผลิตสินค้าที่ใช้กันทั้งโลกกว่าหกสิบเปอร์เซนต์ ทำให้สิบปีที่ผ่านมา คนจีนมีฐานะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ชนชั้นกลางกว่าหลายร้อยล้านครัวเรือน ย่อมอยากมีรถ อยากมีบ้านเดี่ยว อยากกินหูฉลาม
เป็นการเหยียบคันเร่งอย่างแรงของภาวะโลกร้อน และปัญหาสิ่งแวดล้อม
การเพิ่มจำนวนปศุสัตว์ทำให้ทำลายทุ่งหญ้าในแถบมองโกเลียใน ทำให้พื้นที่เป็นทะเลทราย กลายเป็นพายุทรายกระหน่ำกรุงปักกิ่ง

การมีจำนวนรถจำนวนมากขึ้น จำเป็นต้องถลุงเหล็กด้วยพลังงานถ่านหิน เมื่อถอยรถออกไปใช้ ก็ต้องใช้น้ำมันจากซากฟอสซิล การบริโภคอาหารที่ต้องการหีบห่อจำนวนมาก เพิ่มปริมาณคาร์บอนในชั้นบรรยากาศอย่างมาก

ฉลามลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากโดนตัดครีบเพื่อส่งเข้าครัวในภัตตาคารเหลาสุดหรู ทำให้ปลาที่เป็นเหยื่อมีปริมาณมากขึ้น แพลงตอนพืช และสาหร่ายทะเลลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่สามารถลดปริมาณคาร์บอนได้เท่าเดิม
แน่นอนว่าข่าวร้ายพวกนี้ เป็นความจริงที่เลี่ยงไม่ได้ และก็ไม่เป็นธรรมนักหากจะห้ามชนชั้นกลางจีนไม่ให้บริโภคทรัพยากรมากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งพวกเขาก็ติดภาพสังคมบริโภคของสหรัฐอเมริกา

เมื่อเงินได้มาอย่างง่าย แต่ความสามารถทางสังคมยังไม่พัฒนาตาม สิ่งที่เห็นในโอลิมปิกจึงเป็นภาพสะท้อนอะไรบางอย่าง เช่น การที่คนจีนไม่รู้จักเข้าคิว การที่ไม่รู้มารยาทการชมกีฬา ฯลฯ

คนจีนบางจำพวก เมื่อเห็นคนอื่นเริ่มมีฐานะ ก็อยากมีอยากได้บ้าง แต่ด้วยความสามารถที่ไม่เพียงพอ บวกความมักง่าย ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาคนที่ไปประเทศจีน จะมีประสบการณ์ว่าคนจีนไม่ซื่อสัตย์ และฉกฉวยโอกาส ฉ้อโกงทั้งทางตรง และทางอ้อม
กฎระเบียบของทางราชการ มีความซับซ้อนคล้ายกับประเทศไทย การขออนุญาตทำอะไร เป็นเรื่องยุ่งยากไปเสียหมด
ซึ่งเป็นช่องทางของการคอร์รัปชั่นทั้งตามน้ำ และทวนน้ำ

ข่าวแม่น้ำโขงไหลเอ่อทั่วสองริมฝั่ง ตั้งแต่เชียงราย ถึงหนองคาย เวียงจันทน์ และความเดือนร้อนกำลังลามลงไปทางท้ายน้ำ มีหลายคนสัญนิษฐานและตั้งคำถามถึงสาเหตุว่า เกิดจากการที่จีน ทำเขื่อนกั้นน้ำลำน้ำโขง จำนวนแปดแห่งในมณฑลยูนาน เพื่อนำไปผลิตไฟฟ้ารองรับพื้นที่อุตสาหกรรมใหม่หรือไม่?

แล้วชาติผู้ได้รับผลกระทบอย่างพม่า ลาว ไทย กัมพูชา เวียดนาม ที่มีเงินจีนลงทุนทางธุรกิจจำนวนมหาศาล จะกล้ารวมตัวเรียกร้องใดๆ หรือไม่?

ข่าวไข้หวัดนกเมื่อสองปีก่อน มีคนจีนหัวเส ทำวัคซีนปลอมออกขาย ด้วยการเจือจางวัคซีน และขายราคาถูก ซึ่งหารู้ไม่ว่าการทำเช่นนั้นจะทำให้เชื้อกลายพันธุ์ และแข็งแรงขึ้นจนกลายเป็นโรคที่ไม่มีทางรักษาและป้องกัน อันเป็นผลกระทบระดับมนุษยชาติ

หนังสือต่างประเทศได้เปรียบจีน ว่าเหมือน ยักษ์ตื่น หรือมังกรขยับตัวแล้ว ซึ่งก็เป็นการเปรียบที่ได้เห็นภาพ แต่อีกทางหนึ่ง กล่องแพนโดร่าอีกกล่องหนึ่งที่ได้ถูกเปิดออก หากทั้งโลกยังไม่มีทางออกใดๆ

เป็นกล่องแพนโดร่ากล่องใหญ่ ที่จะส่งผลกระทบกับโลกทั้งโลกได้เร็วๆ นี้ ซึ่งเป็นการนับถอยหลังในวันแรกของวันที่เหลือนั่นเอง

Sunday, May 25, 2008

บทเรียนจากความพิการ

เดือนก่อน ผมมีโอกาสไปดูงานที่บ้านนนทภูมิแถวปากเกร็ด

บ้านนนทภูมิ เป็นบ้านเลี้ยงเด็กพิการภายใต้การสนับสนุนของรัฐ ภายใต้สถานสงเคราะห์เด็กพิการ และทุพพลภาพปากเกร็ด ก่อตั้งตั้งแต่ปี 2513 รับฟื้นฟูเด็กพิการทางร่างกายทั้งชายและหญิง อายุ 7-14 ปี เพื่อให้เขาสามารถฟื้นฟูสมรรถภาพ เพื่อไม่เป็นภาระกับสังคม

หากเป็นยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง สมัยพรรคนาซีเรืองอำนาจ ใครคนใดเป็นผู้พิการ หรือเด็กทุพพลภาพ ต้องนำไปประหาร เนื่องจากไม่เป็นผลดีกับประเทศชาติในการเสียงบประมาณเพื่อเลี้ยงดู โดยไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น มองในแง่ตัวพวกเขาเอง พวกนาซีก็คงคิดว่า จะปล่อยให้อยู่ไปอย่างไร้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไปทำไมกัน

ซึ่งเพียงแค่คิด หลายคนคงแย้งว่า ช่างไร้มนุษยธรรม หรือบางคนคงคิดว่า ไม่เป็นลูกหลานตัวเองก็คงไม่รู้สึก

ในห้องเด็กพิการซ้ำซ้อน น้องบางคนมีความสามารถของพืช ไม่สามารถขยับได้ มีการตอบสนองเพียงเล็กน้อย ผมเคยอ่านเรื่องเล่าเกี่ยวกับนรกภูมิ ว่ามีบางขุม หากใครไปเกิดในขุมนั้น จะเป็นเพียงสัตว์ที่มีลักษณะพิเศษ เช่นไม่มีหนังหุ้ม ทำให้ต้องปวดแสบปวดร้อนแม้สัมผัสเพียงลมพัด หรือบางภูมิไปเกิดเป็นตัวประหลาดที่มีแต่จมูก เกิดอยู่บนโลกแห่งควันไฟ เกิดมาเพียงหนึ่งวินาทีก็ต้องสูดหายใจเข้า และสำลักควันไฟนั้นตายไป และเกิดใหม่

หรือการที่ได้เกิดมาอยู่ในสภาพนี้อาจเป็นบางภูมิของนรก สำหรับคนที่เคยอ่านหนังสือเรื่อง “เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน” คงคิดไปในทางเดียวกันว่า นี่คงเป็นผลกรรมจากการทำ “ปาณาติปาต” เมื่อชาติปางก่อน



น้องอุ้ม เด็กพิการซ้ำซ้อน อายุสิบสองปี หน้าตาดีถึงขั้นเป็นดาราได้ หากไม่พิการ วันนี้น้องอุ้มทำได้เพียงแค่ตอบโต้กับคำถามง่ายๆ พูดได้คำสั้นๆ ลุกเดินขับถ่ายเองไม่ได้ จำเป็นต้องอาศัยพี่เลี้ยง และดำรงชีวิตอยู่บนเตียงเป็นส่วนใหญ่

ผมถามเจ้าหน้าที่ถึงสาเหตุของเด็กพิการ ได้ความว่า บางคนมาจากพ่อแม่ที่ไม่ตั้งใจตั้งครรภ์ และกินยาขับแต่ไม่ออก ส่งผลให้เด็กเกิดมาในสภาพพิการซ้ำซ้อน

มันเป็นสิ่งที่ย้ำในใจผมว่า หากไม่รักใคร หากไม่พร้อม อย่าเพิ่งมีเขา

ในมุมมองผม ที่นี่ ไม่ได้เป็นเพียงแค่บ้านสงเคราะห์เด็กพิการ แต่เป็นสถานที่สาธิตกฎแห่งกรรม เป็นสถานที่ที่เตือนใจให้ระวังตนเอง ระวังที่จะรักผู้อื่น ซึ่งจากการเยี่ยมชมที่นี่ คนที่ได้ประโยชน์อาจไม่ใช่เด็กหรือเจ้าหน้าที่ที่นี่ แต่คนที่ได้กลับเป็นพวกเราเอง


อย่างน้อยก็ผมคนหนึ่ง

Friday, April 25, 2008

Long Live...the Water Manager

ภาพที่เราเห็นจนคุ้นตามานานหลายสิบปี คือภาพในหลวงเสด็จพระราชดำเนินไปตามต่างจังหวัดกล้องถ่ายรูปทรงสะพายกล้องถ่ายรูป ในมือทรงกำแผนที่ยับๆ มีรอยเขียนยุ่งไปหมด

ผมไม่ได้เห็นภาพนั้นสดๆ มาหลายปีแล้ว


วันนี้ ผมกลับมาบ้านตอนค่ำ เปิดทีวี ผมเห็นภาพในหลวง ทรงประทับนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ มีคนพับเพียบอยู่ข้างๆ กำลังถวายงาน

"ท่านกำลังจัดการน้ำ"

ผมเรียนมาจากเมืองนอก ในสาขาวิชา Facility Management หรือ การบริหารจัดการทรัพยากรกายภาพ ผมใช้วิชานี้ในการหากิน ในการช่วยชาติบ้าง ทำอะไรให้มันดีขึ้นมาในสองสามปีนี้ แต่พอมาคิดถึงสิ่งที่พระองค์ท่านจัดการตลอดมานั้น ผมรู้สึกตัวเองกลายเป็นเม็ดทรายเม็ดหนึ่งบนหาดทรายกว้างไปในทันที

Water Management หรือ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เป็นสิ่งที่พระองค์ท่านทำมาตอลด การสร้างเขื่อน แก้มลิง ระบบชลประทาน โครงการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน การพัฒนาป่าพรุ กังหันน้ำชัยพัฒนา ฯลฯ

คราวนี้ ท่านทรงแนะ ให้คิดใหม่ทั้งระบบ เนื่องจากสภาวะแวดล้อมเปลี่ยน ทำให้ภูมิอากาศเปลี่ยน ฝนเปลี่ยนที่ตก ปีนี้มีลมแรง ฝนตกปริมาณมาก ต้องเร่งจัดการน้ำ
- ตามรายงานข่าวว่า สนามกอล์ฟ ให้ความร่วมมือในการให้พื้นที่กักเก็บน้ำเมื่อหน้าน้ำ และจะเป็นแหล่งสำรองน้ำสำหรับหน้าแล้ง จะได้มีน้ำใช้ในการเกษตร ที่สนามกอล์ฟให้ความร่วมมือ เพราะเห็นว่าเป็นโครงการพระราชดำริ
- แหล่งน้ำในกรุงเทพฯ จำเป็นต้องปล่อยให้น้ำระบาย เพื่อทำความสะอาดตะกอน และไม่ให้เน่าเสีย
ภาพในจอ เป็นภาพแผนที่ประเทศไทย ที่มีข้อมูลขี้นเป็นตารางอยู่ข้างๆ มากมาย

ผมเคยฟังเรื่องเล่าจากผู้ที่ทำงานในโครงการพระราชดำริว่า แผนที่ยับๆ ในมือท่านนั้น ท่านเป็นผู้ศึกษา และจดเขียนเอง ท่านยังมีวิธีพับที่มีประสิทธิภาพในการตรวจงานที่ต่างๆ

ในเชิงปฏิบัติ นักจัดการที่ดีที่สุด ที่จะทำการจัดการให้องค์กรได้ประโยชน์สูงสุดและทำงานไม่เหน็ดเหนื่อยนั้น ต้องเป็นเจ้าขององค์กรนั้นนั่นเอง

คิดดูดีๆ ว่าพระองค์ทรงมีพระชมน์มายุ 80 พรรษาแล้ว หากเทียบกับคนอายุ 80 ปี ที่ยังต้องทำงาน คงไม่ง่ายเท่าไรนัก

แผ่นดินนี้ จึงเป็นของพระองค์อย่างไม่ต้องสงสัย ในความคิดผม


ขอพระองค์ ทรงพระเจริญ

Thursday, December 06, 2007

ท่านทรงย้ำ สามัคคี

ในหลวงออกมหาสมาคม ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท
ทรงย้ำเรื่อง สามัคคี อีกครั้งในช่วงนี้

ในหลวงมีพระราชดำรัสเรื่อง ความสามัคคี ที่คนไทยทุกคนจำได้คือ
“รู้รักสามัคคี” ในช่วงพฤษภาคม ปี 2535 ซึ่งเป็นช่วงที่สังคมแตกแยก เกิดความรุนแรง

ช่วงปีที่ผ่านมา มีหลายคนตีความว่า สามัคคีคือสมานฉันท์
ความขัดแย้งทุกอย่างตอนนี้ จะแก้ด้วยความสมานฉันท์
ความเห็นผมว่า ไม่ใช่

หากความขัดแย้งในสังคมถูกแก้ได้ด้วยแค่คำว่าสมานฉันท์แล้ว
สังคมเราจะกลายเป็นสังคมสีเทาไปในทันที
เนื่องจากสีขาว ต้องผสมกับสีดำ
ความดี จำต้องผสมกับความชั่ว
ซึ่งผมมองว่า นี่ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาระยะยาว และยั่งยืนเลย
เพราะการแก้ปัญหาแบบ สมานฉันท์ความชั่ว กับความดีนั้น
รังจะทำให้สังคมตกต่ำลงไป กลายเป็นสีเทาเข้มขึ้นๆ เรื่อยๆ
จนกลายเป็นสีดำ

ในความเห็นผม ความสามัคคี ที่จะนำมาแก้ความขัดแย้งในสถานการณ์ปัจจุบันน่าจะเป็น
ความเข้าใจ มากกว่าสมานฉันท์

ผมได้ยินได้ฟัง คนชั้นกลางในตัวเมือง หลายต่อหลายคน ชอบสรุปว่า
พวกคนระดับรากหญ้าเป็นคนโง่ โดนหลอกง่าย ทำให้ชื่นชอบ และเสพติดกับนโยบายประชานิยม
รวมทั้งเพิกเฉยต่อผลกระทบร้ายแรงของการซื้อเสียงเลือกตั้ง

บางคนสรุปอีกว่า ประเทศเราไม่เจริญเพราะรากหญ้า
นำไปสู่ความคิดสุดโต่งของบางคน เช่น การตัดสิทธิ์เลือกตั้งคนพวกนี้ให้หมด หรือ แบ่งแยกประเทศ หรือ Killing field เลยก็มี
ซึ่งเป็นเรื่องไร้เพ้อเจ้อไร้สาระ

ความเข้าใจ ที่มา และเหตุปัจจัยที่ทำให้เขาคิด และกระทำแบบนั้น
อาจเป็นวิธีการลดความขัดแย้งได้
พวกเขาแร้นแค้น รัฐบาลขาดการเหลียวแลในปัญหาเฉพาะหน้ามานาน ปัญหาชนชั้นที่ห่างขึ้นเรื่อยๆ และปัญหาการศึกษา ฯลฯ
ล้วนแล้วแต่เป็นสาเหตุที่ทำให้เขามีสิทธิที่จะมองแค่ประโยชน์เฉพาะหน้า ไม่มองถึงอนาคตอันยาวไกลทั้งสิ้น

ผมเชื่อว่า เมื่อเราเข้าใจที่มาที่ไปแล้ว สังคมเราจะลดความขัดแย้งได้ และยังนำไปสู่การแก้ปัญหาได้ในที่สุด

ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยกล่าวว่า
วิธีที่แสดงความจงรักภักดีที่ดีที่สุดคือ
การทำงานที่ในหลวงทรงทำ
เพื่อให้ในหลวงไม่ต้องเหนื่อยอีกต่อไป

ผมเชื่อแบบนั้น

"ขอพระองค์ทรงพระเจริญ"

Monday, April 09, 2007

จะยิ้มทำไมทั้งวัน(วะ)?

สมัยผมทำงานที่นิวยอร์ค เมื่อปีก่อน
นิวยอร์ค ก็ยังคงเป็นมหานครของโลกเหมือนอย่างที่มันเคยเป็นเสมอมา

ในที่ทำงานเก่าของผม นอกเหนือจากอเมริกันแล้ว
เพื่อนร่วมงาน จริงๆ แล้วมีประมาณยี่สิบคน
แต่กลับมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์อย่างคาดไม่ถึง เมื่อมานั่งคิด

โปแลนด์ เชค เกาหลีใต้ ญึ่ปุ่น จาไมก้า ไนจีเรีย แทนซาเนีัย ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ ลาว เอกัวดอร์ สาธารณะรัฐโดมินิกัน และ ไทย


ผมสังเกตว่า เพื่อนชาวจาไมก้าของผม มันยิ้มอยู่ได้ทั้งวัน
ฟันขาวๆ ของมัน ตัดกับสีผิวน้ำตาลดำ และหัวเหน่งได้อย่างสะดุดตามาก

วันหนึ่ง ผมได้มีโอกาสยืนฉี่ข้างๆ มัน
หันไปมองหน้ามัน มันก็ยิ้มให้

ผมเลยถามมันตรงๆ แบบกวนๆ ยิ้มๆ ว่า
"นี่เอ็งเคยหยุดยิ้มไหมวะ?"

มันยิ้มกว้างกว่าเดิม
เขย่าตัว เสร็จภาระกิจ
แล้วตอบคำถามกวนๆ ของผมว่า

"The day is too short to be upset, man"

เสียงเพื่อน แทนซาเนีย ในส้วมที่ปิดอยู่
เฮดังลั่น แสดงความชอบใจในคำตอบ

ส่วนผม

ผมยังยิ้มได้ทุกครั้งที่นึกถึงคำตอบมัน

Saturday, April 07, 2007

เราต้องเลิกหาทางลัด คือหนทางพัฒนาชาติไทย

ทางลัดในที่นี้ มีตั้งแต่
เดินลัดสนาม ข้ามถนนใต้สะพานลอย
แทรงคิวซื้อตั๋วหนัง หรือเข้าห้องน้ำตามห้าง
จนถึง ทางลัดสู่ความรวย และความสำเร็จ

คำว่า “เลิกหาทางลัด” มาจากหลายเหตุการณ์
มันมาจาก
รู้จักรอ
รู้จักเข้าคิว
รู้จักที่จะอยู่ในระเบียบ
รู้จักที่จะเคารพสิทธิคนอื่น
รู้จักพอในสิทธิและความสามารถของตัวเอง

ใครขับรถต่างจังหวัดบ่อยๆ หากมีการซ่อมทางที่ปิดไปช่องทางวิ่งหนึ่ง
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ จะมีรถประมาณ สิบเปอร์เซนต์ ลงไปวิ่งที่ไหล่ทาง
แล้วไปแทรกเอาข้างหน้า
นั่นคือต้นเหตุที่จะทำให้รถติดขึ้น
และจะทำให้รถลงไปวิ่งบนไหล่ทางมากขึ้น จนกลายเป็นอีกช่องทางหนึ่ง

หากใครเคยขับรถในต่างประเทศ
ถ้ามีถนนปิดซ่อม หรือมีเหตุต้องรวบช่องทางวิ่ง
มันเป็นที่รู้กันว่า เขาจะสลับกันไป
คือ ซ้ายไปหนึ่งคัน ขวาไปหนึ่งคัน
หากถึงคิวทางขวา แต่รถคันทางขวาชักช้ายืดยาด
รถทางซ้าย ก็จะรอ หากรอไม่ไหว เขาก็บีบแตรด่า เร่งให้ไปเร็วๆ

นี่ไม่ใช่มารยาท
แต่มันคือบรรทัดฐาน
บรรทัดฐานแห่งการเคารพสิทธิคนอื่น
บรรทัดฐานแห่งการไม่ลัด

แม้เรื่องเล็กๆน้อยๆ เช่น การเข้าคิวในห้องน้ำ
หากห้องน้ำมีหลายห้องให้เลือก
เขาจะยืนเป็นแถวเดียว
และห้องไหนว่างก่อน คนที่ยืนอยู่หัวแถว จะเป็นคนได้เข้าในห้องที่ว่างก่อน
ไม่ใช่ไปยืนเข้าคิว ที่หน้าห้องแต่ละห้อง แบบที่คนไทยทำกันบ่อยๆ
ใครซวยไปเจอห้องน้ำที่ปิดเสียไว้ ก็โชคร้าย ยืนรอไปเถอะ


เคยมีคำกล่าวว่า
ข้าราชการใหญ่ๆ โตๆ ใช้แค่สองอวัยวะ
คือ "ลิ้น" กะ "ตีน"
ลิ้นเลีย กะ ตีน ใช้วิ่ง
ไม่ได้ใช้ “หัว” คิด หรือ “มือ” สร้างผลงาน

"เลีย" และ"วิ่ง" คือ การหาทางลัดที่ชัดเจนแบบหนึ่ง
ลัดสู่ความใหญ่โต และลัดสู่ความบาดหมาง
ขึ้นไปนั่งอยู่บนหัวคนอื่น ด้วยความไม่ชอบธรรม
มีเสียงสาปแช่ง และคำก่นด่า
แม้ว่าเสียงเหล่านั้นจะมีแทรกๆว่า
“เส้นกูไม่ใหญ่บ้าง ก็แล้วไป”

หนังสือที่ขายดีมากเมื่อเร็วๆ นี้คือ
หนังสือจำพวก เส้นทางรวยลัด รวยเร็ว อยากรวยต้องรู้

การที่อยากเป็นเศรษฐีแบบ เร็ว และทางลัด
ทางปฏิบัติส่วนหนึ่ง คือ การเล่นหวย เล่นหุ้น
หวังลมๆ แล้งๆ ในความหวังเชิงสถิติที่แทบเป็นไปไม่ได้
ไม่ได้มี Productivity ให้ชาติมันพัฒนาขึ้น

ทางลัดสู่ความสนุกในการดูฟุตบอล
คือการนำเข้าการถ่ายทอดสด ฟุตบอลต่างประเทศ
ลัดข้ามกระบวนการพัฒนาฟุตบอลในประเทศไทย
อาจเป็นสาเหตุหลัก ที่บอลไทย จะไม่ได้ไปบอลโลกตลอดกาล
เพราะ เราหาแต่ทางลัด

อุตสาหกรรมหลายอย่าง เราอยากจะมี อยากจะเป็น แบบลัดๆ
เราจึงนำเข้าเทคโนโลยีอย่างเดียว
เป็น Technology Transplant
เหมือนนำต้นไม้ที่โตแล้ว มาปลูกในบ้านเรา
วันหนึ่ง เมื่อสายการพัฒนาทั้ง คน และเครื่องของเราขาดไป
จากนั้น เราก็ต้องนำเข้า (ทั้งคน ทั้งเครื่อง) ตลอดไป
เหมือนต้นไม้ใหญ่ บังแสง และแย่งอาหารต้นกล้าน้อยๆ ที่เป็นเมล็ดพันธุ์ที่เกิดในบ้านเราเอง
ต้นกล้าน้อยๆ เหล่านั้น ก็เหี่ยว และตายไป

เศรษฐกิจพอเพียง หรือแนวคิดแบบพอเพียง
คือการบอกให้เรา เลิกหาทางลัดได้แล้ว

มาดูตัวเองซะ
มีความสามารถแค่ไหน จงรู้ตัวเองว่าเราอยู่ตรงไหน
จงรู้สิทธิเรา หน้าที่เรา เคารพสิทธิคนอื่น
ค่อยๆ เดินบนพื้นฐานที่มั่นคง
ค่อยๆ พัฒนา บนพื้นฐานความรู้ของเรา
สร้างองค์ความรู้ที่จำเป็นใช้ในการพัฒนาได้

แนวคิดนี้ ไม่ได้บอกให้ ห้ามนำเข้า
แต่สอนให้ นำเข้าได้ แต่ต้องเรียนรู้ด้วย
การนำเข้าความรู้ หรือ คน ต้องไม่ใช่ “ทางออก”
แต่มองให้มันเป็น “กระบวนการ” เรียนรู้
เรียนรู้ที่จะอยู่ได้ด้วยการไม่นำเข้า ให้ "เร็วที่สุด"

"เร็วที่สุด" แบบไม่ลัดด้วยนะครับ อย่าลืม

Thursday, January 04, 2007

ช่วยกันนะครับ checkairport.com

สนามบินสุวรรณภูมิ น่าจะเป็น ความภูมิใจของชาวไทยทุกคน
แต่ที่ผ่านมา ยังมีงานที่ต้องแก้ไขอีกมาก
มาร่วมกันส่งเสียง ออกความเห็น แสดงความรู้สึก
ทุกเสียงจะถูกฟัง และนำไปสู่ทางแก้ไข
เพื่อความภูมิใจของชาวไทยเรา
ยิ่งกว่านั้น เพื่อสมพระเกียรติ
นามพระราชทาน
"สุวรรณภูมิ"

เข้าเวป checkairport.com

Thursday, December 14, 2006

ณ มุมเล็กๆ กับเทียนเล่มน้อย

คืนวันที่ห้า ธันวาคม เวลาหกโมงครึ่ง
พระองค์ท่านจะรู้หรือไม่หนอ
ที่มุมเล็กๆ ที่มุมถนน หัวมุมวัดพระแก้ว หน้าศาลหลักเมือง
มีคนรอรับเสด็จตรงนั้นอยู่ ผมคะเนด้วยสายตา คงไม่ต่ำกว่าพันคน

ทุกคนชะเง้อ เขย่ง เบียดเสียด
ลมพัดมาเป็นระยะห่างๆ แต่ไม่พอที่จะบรรเทาความร้อนจากการเบียดเสียดได้

พี่ร้อยตำรวจเอก จิตวิทยาสูงคนหนึ่ง เห็นสภาพการณ์
หันมาบอกกับทุกคน “เห็นไฟแว๊บๆ ก็พอแล้วเนอะ”

แก้มที่ยกขึ้นจากรอยยิ้ม ของคุณป้าข้างๆ คงเป็นคำตอบที่ดี

อีกข้างหนึ่งของผมเป็นพ่อแม่ มากับลูกสาวตัวน้อยสองคน
สาวตัวน้อยทั้งสอง ที่อยู่ในหลุมกำแพงคน ร้อนเหงื่อออก แต่ไม่งอแง
พ่อสลับกันอุ้มขึ้นมาจากหลุมคนตรงนั้นเป็นระยะ

ผู้คนคับคั่ง เบียดเสียด
ถ้าไปดูการแสดง คงมีได้โวยวายกันบ้าง
แต่ผมเชื่อว่า ทุกคนตรงนั้น เต็มใจมา

เวลาก่อนทุ่มเล็กน้อย
พี่ร้อยเอกคนเดิมขอร้องให้ทุกคนนั่งลง ด้วยหน้าตายิ้มแย้มเหมือนเคย
“เอ้า คนไทยนั่ง”
“เอ้า ฝรั่งนั่ง”
นักท่องเที่ยวหลายคน ที่ยืนอยู่ถัดไปแถวสอง แถวสาม หน้างงๆ แต่นั่งลงตามเพื่อนคนไทยที่หัวเราะอยู่รอบข้าง

ตำรวจหันไปยืนประจำที่แล้ว เป็นสัญญาณที่ในหลวงจะเสด็จผ่านในไม่ช้านี้
แม้จะมองเห็นแค่รถพระองค์ท่าน เป็นไฟแว้บๆ ไกลๆ
เป็นภาพที่ลอดแถวตำรวจที่บังอยู่ และผ่านไปอย่างรวดเร็ว ประมาณห้าวินาที
แต่เสียง “ทรงพระเจริญ” ที่ทุกคนในที่นั้นร้องตะโกน
เสียงธงโบกอย่างพร้อมเพรียง
เป็นบรรยากาศที่บรรยายไม่ถูกจริงๆครับ

ปีนี้เป็นปีแรกที่ผม ได้มาจุดเทียนชัยถวายพระพร ที่ท้องสนามหลวงจริงๆ ซะที
หลังจากที่เคยจุดหน้าทีวีมาหลายครั้ง

จากเทียนเล่มน้อยของผม ที่ได้เพื่อนผู้ใจดีอุตส่าห์หยิบมาฝาก
ผมคงเป็นดวงเทียนหนึ่งดวงในหลายล้านดวง
และคงเป็นเสียงเล็กๆ ในอีกหลายล้านเสียง ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และสดุดีมหาราชาอย่างภูมิใจในพระองค์ท่าน

ท่านเคยเขียนในบันทึกส่วนตัวของพระองค์ท่าน
ในระหว่างทางที่ท่านเสด็จนิวัตรกลับไปศึกษาต่อ
เมื่อทรงได้ยินเสียงตะโกนจากพสกนิกรว่า "ในหลวงอย่าทิ้งประชาชน"
พระองค์ท่านได้ตอบกลับในพระราชหฤทัยว่า “เราจะทิ้งประชาชนได้อย่างไร ถ้าประชาชนไม่ทิ้งเรา”

หกสิบปีแล้ว ท่านทรงแสดงให้พวกเราเห็นแล้วว่า ท่านไม่ทิ้งประชาชนจริงๆ
ประชาชนไม่มีวัน และไม่แม้แต่จะคิดจะทิ้งท่าน

“
ขอพระองค์ จงทรงพระเจริญ”

Wednesday, November 22, 2006

ช่วงนี้ คุณฝันบ้างหรือเปล่า?

ฝันที่หมายถึง ไม่ใช่แนวฝันไปไกลต้องไปให้ถึง
หรือ ฝันละเมอเพ้อถึงใคร
แต่หมายถึง “นอนหลับ และฝัน”

สมัยเรียนอยู่ มีช่วงหนึ่ง ผมชอบอ่านหนังสือพวก How To
หรือแนวหนังสือจิตวิทยาประยุกต์ เช่น การพัฒนาตนเอง การอ่านคน ฯลฯ
อ่านอยู่หลายเดือน รู้สึกว่ามันมีความเครียดรุมๆ อยู่
มองแง่ดีว่า มันเป็นพลังขับดันได้ลึกๆ

ช่วงนั้น เพื่อนผมกำลังเวียนกันอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง
เป็นวรรณกรรมเด็ก เล่มหนา ชื่อดังของ มิคาเอล เอนเด้
เรื่อง Never Ending Story

หลายคนแนะนำว่าดี แต่ผมมองว่า มันน่าจะเสียเวลา
แต่วันหนึ่ง หนังสือก็มาวางอยู่ตรงหน้าผม ในโรงอาหารตอนเที่ยง

ผมลองพลิกอ่าน ไปสามสี่หน้า และใช้เวลาทั้งบ่ายนั้นอ่านไปเรื่อยๆ
เพื่อนผมเลยเอาให้ยืมกลับไปอ่าน

คืนนั้น และคืนต่อๆ มาอีกหลายคืน
ผมฝันเป็นตุเป็นตะ ทั้งเกี่ยว และไม่เกี่ยวกับในหนังสือ
แต่มันทำให้ผมตระหนักได้ว่า มันเป็นเวลานานมากแล้ว ที่ผมไม่ได้ฝัน

ก็เพิ่งได้รู้ว่า
การได้ฝันเป็นการทำให้การนอนมีความสุข
ทั้งก่อน และหลัง

สำหรับ Never Ending Story
โชคดีที่ผมจำภาพ และเรื่องในหนังไม่ค่อยได้
มันทำให้จินตนาการเมื่ออ่านหนังสือ บินไปได้ไกลกว่าในหนังมาก
เท่าที่ได้อ่านของ เอนเด้ มาสองสามเล่ม
เล่มนี้ น่าจะสร้างฝันได้ดีที่สุด

ด้วยจินตนาการนี่เอง ที่ทำให้วรรณกรรมเด็กยิ่งใหญ่
และมีผลกระทบได้มากกว่างานเขียนชนิดอื่นๆ ในความคิดผม

ใครนึกไม่ออก ว่าฝันเรื่องสุดท้ายเรื่องอะไร
ลองอ่านวรรณกรรมเด็กดีๆ ซักเรื่องสิครับ