Thursday, April 27, 2006

Sunday, April 16, 2006

คณิตศาสตร์ กับ ชีวิต (๒) - สัมพัทธภาพความแก่

ความแก่ ความหนุ่ม ความสาว
การบอกอายุ อาจยังเห็นไม่ชัด
ต้องมีการเทียบเชิงสัมพัทธภาพ

ตัวอย่าง
ผมมีรุ่นพี่ผู้หญิงคนหนึ่ง
เขาเป็นบัณฑิต ตอนผมปีหนึ่ง
อายุห่างกันหกปี

อยากเทียบให้ดูไม่ต่างกันมา
ให้บอกตัวเลข เช่น
พี่หกขวบแล้ว ผมเพิ่งเกิด
หรือ พี่จะ ๓๙ ผมเพิ่ง ๓๓

หากอยากเทียบให้ห่าง
ให้เทียบสถานภาพ เช่น
"ตอนพี่อยู่ปีหนึ่ง
ผมเพิ่งสอบเข้ามัธยมเอง"


ผมสรุปเป็นหลักง่าย ๆ
ของการอยากเทียบใครให้แก่
ให้ตั้งคนแก่กว่า อยู่ในช่วงมหาวิทยาลัย
แล้วเทียบดู

อีกตัวอย่าง
เด็กที่สอบ entrance ปีนี้
เขาเกิดปีช่วงปี 2531-2532 นะ
หรือ
"เขาขึ้นป.สอง ตอนผมเรียนปีหนึ่ง"

ตัวอย่างที่ผมยังตกใจเองคือ


น้องสองคนนี้ เพื่อนๆ ผมที่เมืองไทย
ชื่นชมกันมาก
บอกน่ารัก น่าหยิก
ผมก็เลยหาข้อมูลดู ปรากฏว่า น้องเขาอายุสิบสาม
เทียบออกมาคือ

"น้องเขาสองขวบกว่า ๆ
ตอนรุ่นพวกผมอยู่ปีหนึ่ง!!"


ผมก็เลยบอกพวกเพื่อนๆ ในข้อเปรียบเทียบนี้
มันก็อึ้งไป พร้อมบ่น"แก่จริงหว่ะ พวกเรา"

บางคนบอกว่า เทียบแบบนั้นไม่ดี
ต้องแบบนี้สิฟะ
"...น้องเขาจบมหาลัย
พวกเราก็มีธุรกิจของตัวเอง
เปิดบริษัท ตั้งตัวได้พอดี..."


เออ เทียบแบบนี้เข้าท่า

Tuesday, April 11, 2006

หรือ ภาษาไทยผมอ่อนแอ?

"คุณอากลับแล้วเหรอคะ?"
"...อะไรครับ..."

ผมงงกับคำถามจากพี่คนหนึ่งในร้านอาหารไทยที่ผมชอบไปเวลาเที่ยง

"อ้าวไหนว่า คุณอา มาไงคะ"
"...อะไรนะครับ..."

ผมเริ่มคิดอย่างจริงจัง
ว่าเร็ว ๆ นี้ คุณอาผมมาแถวนี้หรือเปล่า
"เอ่อ ผิดคนมังครับพี่"

"เห็นเดือนก่อน บอกคุณอาอยู่ยูเอ็น"
ผมคิดอีกที
"เอ่อ ไม่มีนะครับ ผิดคนมังครับพี่"

"อ้าว เหรอคะ" พี่เขารินน้ำแล้วก็จากไป

ทานข้าวเสร็จ ผมก็เดินกลับไปทำงาน
ระหว่างทางก็คิดว่า
เอ เราพูดอะไรไปนะ?

พลันนั้นผมก็ดีดนิ้วดังเปาะ

เดือนก่อนพี่เขาถามว่า
"อยู่แถวนี้เหรอคะ"
ผมก็ตอบไปว่า
"...ทำงานอยู่เอ็นวายยูเหม็ดหน่ะครับ..."(NYU Med)
พี่เขาคงฟังออกมาเป็น
"...อาอยู่ยูเอ็นหน่ะครับ..."

หรือ ภาษาไทยผมอ่อนแอลง จริง ๆ

เช้าฟาดฝัดพัก เย็นฟากฝักฝัด
ระยอง ระนอง ละยา

Saturday, April 08, 2006

สามเหลี่ยมแห่งความสำเร็จ

บทความนี้
ผมได้จาก เวปสถาปนิกสยาม

บทความนี้
เขียนโดย พี่ที่เคารพคนหนึ่ง
ที่ได้เคยคุยกับผู้ยิ่งใหญ่แห่งชินครอป
เมื่อสองปีก่อน
ในหัวข้อ "หนังสือการบริหาร"
ความตอนหนึ่ง น่าสนใจ
เอามาเล่าให้ฟังดังนี้ครับ

--------------------
"สามเหลี่ยมแห่งความสำเร็จ"

การเริ่มทำการใด
ต้องเริ่มที่ "Best Product" ก่อน
เพราะจะเป็นตัวสำคัญที่สุดในการ start ถือเป็น
ยอดจั่วของสามเหลี่ยม

หลังจากที่ได้ Best Product แล้ว
ก็จะก้าวเข้าไปสู่มุมที่สองของสามเหลี่ยมที่เรียกว่า
"Customer Satisfaction"
คือการนำสินค้านั้นให้เป็นที่พึงพอใจของลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ
และจะเกิดอาการเสพติด และขาดไม่ได้

ขั้นตอนสุดท้ายก็คือมุมของสามเหลี่ยมมุมที่ ๓ ก็คือ
"Log In" หมายถึงการกินรวบ
เป็นเจ้าตลาดแต่ผู้เดียว ไร้คู่แข่ง
เป็นการผูกขาดสังคม ผูกขาดการตลาด
หลังจากนั้นอยากจะทำอะไรก็ทำได้
สบายมาก

...ผมนั่งฟังอยู่ด้วยความชื่นชมในความสามารถและวิสัยทัศน์
แต่ด้วยความที่เป็นคนขี้สงสัย
ก็เลยถามพี่เขาไปว่า
"แล้วต่อจาก Log In นั้นจะเป็นอย่างไรครับ"

พี่เขาก็ตอบออกมาว่า
"มันจะมีอยู่ด้วยกัน ๓ ทางก็คือ..."
๑.กลับเข้าสู่วงจร Best Product อีกครั้ง
หาสินค้าใหม่ ทำให้คนพอใจ แล้วก็ LogIn อีกครั้ง
๒.เกิดการแตกแยกภายใน ทำให้องค์กรแตกแยก
และล่มสลายไปในที่สุด
๓.คู่แข่งหรือสังคมรับไม่ได้ จะเกิดการทำลายจากภายนอก
จะเกิดการปฎิวัติ

ณ วันนี้ พรรคไทยรักไทย
ได้พิสูจน์แล้วว่าเขาได้สร้างสิ่งที่เรียกว่า
Best Product ของสังคมการเมืองไทย
เป็นการคิดใหม่ทำใหม่ เสนอการเมืองแบบไม่น้ำเน่า
แล้วก็เข้าสู่นโยบายประชานิยมจนกลายเป็น
Customer Satisfaction
และหลังจากนันก็เข้าสู่สามเหลี่ยมมุมที่ ๓
ก็คือ Log In ไปเรียบร้อยแล้ว
เป็นผู้ครองอำนาจแต่ผู้เดียว
เลือกตั้งเมื่อไรก็ชนะ จะทำอะไรก็ได้ทุกอย่าง.....
และได้ทำการหมุนกลับไปสู่ Best
Product->Customer Satisfaction->Log In
แล้วหลายรอบ

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับประชาคมชาติไทยตอนนี้
กำลังถึงจุดของการเปลี่ยนแปลง
จาก Log In ไป ณ ที่ใดที่หนึ่ง

ใน ๓ ข้อที่พี่ท่านบอกมาคือ
๑. กลับสู่วงจรเดิมเพื่อครองอำนาจ Log In
๒. พรรคแตกแยก พรรคล่มสลาย
๓. ถูกปฎิวัติมวลชน

--------------------

สามทางออกนี้ ออกทางใด
ถูกใจใครหรือไม่ผมไม่ค่อยสนแล้วหล่ะ

สนแต่ว่า

เมื่อออกได้แล้ว
ประเทศไทยจะเหลืออยู่ไหมนะ

Tuesday, April 04, 2006

คณิตศาสตร์ กับ ชีวิต (๑) - สมการความเครียด

ผมเป็นคนชอบคณิตศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก
เป็นวิชาเดียวที่พอจะเชิดคอได้
ท่ามกลางเกรดวิชาอื่นที่เป็นเลขฐานสอง

สมัยมัธยมต้น
เคยสนุกกับการแก้สมการ หรือเรขาคณิต
อาจารย์ท่านหนึ่งเห็นแล้วก็นึกสนุกด้วย
ถึงขั้นเอาโจทย์ระดับมหาวิทยาลัยมาให้เล่นกัน

ทำเอากลับบ้านดึกไปหลายวัน

หลังจากสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ผมก็ไม่ได้ใช้ความสนุกสนานเหล่านั้นสักเท่าไหร่
กลับมาสนุกสนานกับการแก้ปัญหา
หาเหตุผลในงานออกแบบ

กว่าจะพบว่ามันสนุกเหมือนวันเก่า ๆ
ก็เกือบจะสาย

ผมเริ่มหยิบหนังสืออ่านเล่นหลาย ๆ แนวมาอ่าน
เริ่มเห็นการนำคณิตศาสตร์
มาอธิบายอะไร ๆ หลาย ๆ อย่าง
ให้เข้าใจง่าย และเห็นภาพชัดเจนขึ้น
ว่าจะเอามาเล่าเป็นตอน ๆ

อันแรกที่หยิบมาเล่าอีกทีนี้
ผมได้มาจาก หนังสือของ คุณประภาส ชลศรานนท์
ในหนังสือรวมเล่มอันหนึ่งของพี่เขา
(เอ เล่มไหน ก็จำไม่ได้แล้วสิ)

พี่จิก(ขอวิสาสะ เรียกว่าพี่จิก แล้วกันนะครับ)
เขียนในหนังสือว่า ได้สมการนี้มาจากคุณหมอคนหนึ่ง
ดูนี่สิครับ


ผมเห็นสมการนี้แล้ว อี้ง ไปสามนาที
นั่งยิ้มนาน ๆ เหมือนได้พบอะไรบางอย่าง

สมมติ แบบแทนค่าสมการนะครับ
กำหนดให้ มี ความสามารถ = 10

อยากจะเครียดมากสัก = 100
ก็ให้มีความอยากไป = 1000 Ans.

อยากจะเครียดกลาง ๆ แค่ = 1
ก็ให้มีความอยาก = 10 Ans.

หากต้องการเครียดน้อย ๆ
ก็ให้มีความอยากน้อย ๆ เช่น
ลองแทนค่าความอยาก = 1
จะเครียดแค่ = 0.1 Ans.

โตขึ้นมาอีกหน่อย
ได้รู้เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง
ช่างมาเสริมกับสมการนี้ได้พอดีกันเลยครับ
เป็นการขยายคำว่า สัญโดษ
"มีน้อยใช้น้อย ใช้ให้คุ้ม ใช้เท่าที่จำเป็น"

ความอยาก แตกความหมายออกมาเป็น
"อยากมี อยากได้ อยากเป็น"
ให้ลดซะ

ประสานแนวคิดตะวันตก
อธิบายให้เข้าสมการคือ
ให้มีการ "พัฒนาความสามารถ" ควบคู่กันไป

คงดีนะครับ
หากแทนค่าสมการด้วย
ความอยาก = 0.01 และจะน้อยลง
ความสามารถ = 1000 และจะมากขึ้น
ความเครียด คงเข้าใกล้ศูนย์เข้าไปทุกที

คงเป็นชีวิตที่มีความสุขนะครับ Ans.

Sunday, April 02, 2006

New Yorkers said "Get Out"

และแล้ว คนไทยในนิวยอร์ค ก็รวมตัวกันซะที
ได้ยินว่า เพิ่งตกลงกันได้เมื่อวันพุธ ประชาสัมพันธ์อ่อนไปนิด

หน้าสถานกงสุล วันเสาร์ ตอนเที่ยง
กลุ่มคนเสื้อเหลืองก็มารวมตัวกัน
(ถ้าชุมนุมกันเงียบ ๆ ตัวเหลือง ๆ จะดูเป็นพวก "ฝ่าหลุนกง"ไป)

เริ่มด้วยการปราศัย ให้ข้อมูล
แทรกให้ข้อสรุป ด้วยการตะโกน "Taksin Getout" เป็นพัก ๆ


พวกที่มา ส่วนใหญ่เป็นป้า ๆ น้า ๆ
แต่ละคนมีประเด็นติดใจในระบอบทักษิณคนละอัน สองอัน
เช่น เรื่องทำไมให้สิงค์โปรมามีกองทหารในไทย
หยุด เอฟทีเอ
หมิ่นสถาบัน ศาสนา พระมหากษัตริย์
จริยธรรม ฉ้อราษฏ์บังหลวง
ฯลฯ
ได้คุยกับ พวกพี่ ๆ (ต้องเรียกพี่ ๆ นะ เรียกป้ากลัวพาลไม่คุยด้วย)
ได้ความว่า พี่ ๆ อยู่ที่นี้มานานหลายสิบปี
ทำร้านอาหาร ขายของชำ เป็นส่วนใหญ่
มีคุณหมอ นักธุรกิจบ้าง

แต่ที่สำคัญคือ "เขาติดตามข่าวสารบ้านเมือง"
ยิ่งกว่านั้นคือ "เขาหวงแหนประเทศชาติ"


ได้คุยกับคุณพี่ท่านนี้ บอกว่า
เขาไล่กันตั้งนานแล้ว
มันทำไมฟังพวกเราไม่รู้เรื่องนะ


หลังจากมอบหนังสือการคัดค้านระบอบทักษิณกับตัวแทนสถานกงสุลแล้ว
ต่อจากนั้นก็
การแจกเนื้อเพลง และการร่วมกันร้องเพลง “คนหน้าเหลี่ยม” ด้วยกัน


“...ลิ่วล้อ สิงกะโปโตก...”


ทั้งร้องทั้งเต้น เป็นที่หรรษา


จบด้วย เพลงสดุดีมหาราชาฯ และ เพลงสรรเสริญฯ


ระหว่างชุมนุม มีป้าชาวอเมริกันเดินผ่านมาหยุดดู
บอกว่าให้ชุมนุมเอา ไอ้บุช ออกไปด้วย
ก็ได้แค่บอกว่า
"Taksin is son of the Bush"

ถ้ามีโกงเลือกตั้ง และเหลี่ยมยังด้านไม่ออก
นัดหน้า เจอกันที่ UN !

Monday, March 27, 2006

พ่อแกมันขี้โกง

“พ่อแกมันขี้โกง ขี้โกง ขี้โกง ๆๆ”
“ไม่จริง พ่อไม่ได้ขี้โกง”

ใครอยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกับผม
สมัยเด็ก ๆ จำได้ไหมครับที่มีโฆษณาตัวหนึ่ง
เนื้อหาเกี่ยวกับรณรงค์ลดการฉ้อราษฏ์บังหลวง

ที่มีเด็กน้อยคนหนึ่งไปโรงเรียน แล้วถูกเพื่อนตะโกนด่าว่า
“พ่อแกมันขี้โกง”
เด็กคนอื่น ๆ ก็ช่วยกันผสมโรงตั้งวงล้อม
“ขี้โกง ขี้โกง ๆๆๆ”
จนเด็กเป้าหมายลงไปกองกับพื้น
ร้องไห้โฮ ตะโกนว่า
“ไม่จริง พ่อไม่ได้ขี้โกง”
ตัดฉากกลับมาเป็นตัวพ่อ นั่งกลุ้มกับปัญหาโกงบนหน้าหนังสือพิมพ์อยู่

สงสารเด็กคนนั้นนะครับ
ไม่ได้โกงแท้ ๆ ดันโดนสังคมประนามจนเจ็บปวด

หากพ่อของเด็กรู้ว่าผลกระทบของการทำกรรม
มันไม่ได้กลับมาแค่ตัวเองต้องติดคุกติดตาราง
แต่กลับทำให้ลูกเมีย ไม่มีที่จะยืนบนสังคม
เงยหน้าก็อายฟ้า ก้มหน้าก็อายดิน
ว่า “พ่อเราขี้โกง”

แม่ค้าซอยละลายทรัพย์ตะโกนด่าคนใหญ่คนโตกันซึ่งหน้า
“ขายชาติ ออกไป”
เพราะได้คาถา “กูไม่กลัวมึง”
ไม่รู้ว่าร้านจะโดนปิด สรรพากรตรวจภาษี ผัวโดนกระทืบ
หรือโดนแจ้งความ
“ดูหมิ่นเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ (กินราดหน้า)” หรือไม่นะครับ
ต้องดูกัน เพราะเครื่องมือตอบโต้กลับ มีให้เลือกเต็มไปหมด

ลูกเมียเดินห้าง ก็โดนตะโกนด่า
“ไอ้หน้าด้าน”
จนวิ่งเข้าห้องน้ำไม่ทัน ไม่วายโดนตามไปด่าอีก

ผมมองเหตุการณ์เหล่านี้ เป็นการกระเพื่อมของ"ระบบจารีต" อันหนึ่ง
จิตนาการดูนะครับ
หากคนชั่ว โกงแผ่นดิน ตื่นเช้ามา ข้างบ้านตะโกนด่า ก่อนนอนตะโกนด่า
เดินผ่านใคร โดนถ่มน้ำลายใส่
แม่ค้าปากซอยไม่ขายก๋วยเตี๋ยวให้
ไม่มีใครยกมือไหว้นับถือ แม้แต่พนักงานต้อนรับม่านรูด
เด็กสองขวบเห็นหน้าในทีวีแล้วตะโกน “ออกไป๊”
เห็นนามสกุล ก็ยี้ แขยงกว่าก้อนอึ
เอาชื่อไปตั้งเป็นชื่อหมา หรือจิ้งจก
(อันนี้เกิดแล้วจริง ๆ บ้านเพื่อนผมที่มหาชัย ตั้งชื่อหมูป่าเลี้ยงว่า ชวลิต
เนื่องจากการลดค่าเงินบาททำให้สูญเงินไปหลายล้าน)

นี่แหล่ะครับ พลังจารีต
ซื่งเป็นกฏหมายแต่โบราณมา
มุ่งให้สังคมสงบสุข
มาตราฐานสูง และดิ้นได้ยากกว่า “กฏหมายลายลักษณ์อักษร”

การลงโทษที่สันติ แต่รุนแรงที่สุดของจารีตคือ
“การขับออกจากสังคม” หรือ “การเพิกเฉย ไม่สังฆกรรมด้วย”

หากมาตราฐานนี้ถูกยก
แผ่นดินไทยจะไม่มีที่ให้คนชั่วอยู่ครับ

เว้นแต่หมาบ้านผม ได้ชื่อใหม่แล้วว่า "ทักษิณ" และ "ออกไป"

Friday, March 24, 2006

อ่านระหว่างบรรทัด

“ให้โอกาสผม ผมจะนำประเทศไทยสู่สากล”
ทักษิณบอกไว้ เมื่อห้าปีก่อน
นี่เพิ่งไม่กี่ปีเอง คำสัญญาที่ว่า
“นักการเมืองรวยแล้วไม่โกง” “ภายในหกปีนี้ คนจนจะหมดไป”
จะเห็นผล แล้วไอ้ที่สนธิออกมาพูด ปาว ปาว
ตอแหลทั้งนั้น
ผลประโยชน์ทับซ้อนทั้งนั้นแหล่ะ
ประชาชนที่ไปหลงเชื่อ จะเดือดร้อน
ถูกนายสนธิ หลอกลวง เล่นนอกเกม
ตื่นได้แล้วประชาชนทั้งหลาย
อย่าไปเชื่อไอ้สื่อจอมปลอมที่
มาร่วมกันขับไล่ นายก และ
อีกไม่นาน ท่านทักษิณ ก็จะจัดการไอ้พวก
กังฉิน และบริวารขันทีรอบข้าง
จงเชื่อในผู้นำของเรา ที่เน้นการส่งออกสินค้า
ออกนอกประเทศ
เศรษฐกิจจะก้าวหน้า พวกก่อการร้ายก็จะฆ่าให้สิ้น
ให้พวกมันไม่มีแผ่นดินจะอยู่
ทักษิณเป็นนายกที่ดีที่สุดแล้ว
ลูกหลานเราจะสรรเสริญ


เขียนไว้เล่น ๆ ตั้งนานแล้ว

Monday, March 20, 2006

Saturday, March 11, 2006

เล่น Crossword กัน

(โปรดใช้วิจารณญาณ และจริยธรรมในการเล่น)



แนวตั้ง
1.บุคคลผู้จ้องทำร้าย ลบหลู่ ศาสดา อาจารย์ และผู้มีพระคุณ, จนวันสุดท้ายของชีวิต ธรณีสูบไปจะหมดตัวจึงจะค่อยสำนึกผิด
3.ผู้นำประเทศ ซึ่งมาตามครรลองการเลือกตั้ง ต่อมาเผด็จการ แบ่งแยก และเข่นฆ่ามนุษยชาติ พาประเทศเข้าสู่หายนะอย่างใหญ่หลวง
4.กลุ่มชนชาตินายทุน คอยจ้องทำลายสยามประเทศแต่โบราณมา จวบจนปัจจุบัน
5.วีรบุรุษในใจชาวสยามจำนวนมาก จอมกะล่อน หลอกลวงประชาชน เอาตัวรอดไปวัน ๆ จนชาวสยามมีตำนานเล่าขาน
6.ผู้นำประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประชานิยมท่วมท้น อำนาจอุดหู ปิดตา ฉ้อราษฎร์ บังหลวง ผลประโยชน์ทับซ้อน จนประชาชนขับไล่ ทั้งผัวเมีย จนไม่มีแผ่นดินจะอยู่

แนวนอน
2.เอาความสามารถของบุคคล แนวตั้ง 1,3,4,5 และ 6 มารวมกัน

เฉลย Crossword

เฉลย
(โปรดใช้วิจารณญาณ และจริยธรรมในการรับชม)

Friday, March 10, 2006

จริยธรรมอยู่ไหน?

ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า จ ริ ย ธ ร ร ม ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู ก ติ ก า ก ติ กู

Wednesday, March 08, 2006

เมื่อไหร่จะลง?



ทางข้างหน้ามันขาด
ไม่ลงซะที

ขันที กับโมหะ ปิดตา
โลภะ ปิดหู
โทสะ เหยียบคันเร่ง


ระวังจะไม่ได้ลงดี ๆ นะ

Tuesday, March 07, 2006

เรียนไปทำไม?

เด็ก ๆ ผมเป็นเด็กขี้เกียจ
สมุดจดก็จดไม่ทัน
สมุดการบ้านก็ไม่ทำ
ต้องเว้นกันเป็นหน้า ๆ แทบทุกวิชา

ส่งการบ้านไม่ทัน ก็ไม่ส่ง
จนเคยต้องปลอมลายเซนต์อาจารย์ตอน ป.สาม

เด็ก ๆ โดนตีหน้าห้องจนก้นช้ำ แทบทุกอาทิตย์
โดนเชิญผู้ปกครองนับครั้งไม่ถ้วน

เกรดเฉลี่ย ไม่เคยเกินสองจุดห้า
จุดตกต่ำสุดน่าจะเป็นช่วงมัธยมปลาย
สอบกลางภาค ลุ้นหนักมาก
ว่าจะเกือบตก หรือเกือบผ่าน
แน่นอน มีเกรดในสมุดพก เกือบเป็นโค้ดดิจิตอล
...0.1.1.1.0.1.1...

อาศัยการอัดหนัก ทำโจทย์สิบปีรวดทุกวิชา
และฟัง "ช๊อกเรดิโอ" ที่มันเล่าเรื่องผี จนนอนไม่หลับ
เลยต้องลุกขึ้นมาอ่านหนังสืออยู่เดือนหนึ่ง
โชคดีที่เข้ามหาวิทยาลัยได้

ชีวิตเหมือนจะกลับมาเป็นผู้เป็นคนอีกครั้ง

แต่การเรียนไม่ดีเหมือนเดิม
2.09/2.13/2.23/2.45/2.37

จนปีสามเทอมสอง
ผมค้นพบว่า
“การเรียนเพราะอยากรู้”
มีความสุข สนุก และได้เกรดดีกว่า
“เรียนเพราะอยากได้เกรด”

ผมสนุกกับการเรียนหลาย ๆ วิชา
ผมเริ่มได้เกรด มากกว่า สองจุดห้า ครั้งแรกในชีวิต
และมากกว่า สาม ในเทอมถัด ๆ มา

สามปีก่อน
ผมมาเรียนต่อเมืองนอก
ผมเรียนไม่มีความสุขอีกครั้ง
เพราะมัวแต่คิดว่า
ความรู้ที่เรียนไปก็คงเอาไปใช้กับเมืองไทยไม่ได้แน่ ๆ

จนพี่ที่เคารพคนหนึ่ง แนะนำว่า
“ให้เรียนเอาแนวคิด ว่าฝรั่งมันคิดกันยังไง”

ผมกลับไปเรียนสนุก และได้เกรดดีกว่าเดิมอีก

ทุกวันนี้ มีเสียดายนิดหน่อยก็แค่อยากกลับไปเรียน
และเก็บเกี่ยวความรู้ช่วงที่หลับในห้องอีกครั้ง
โดยเฉพาะวิชา History of Art

ผมมักรู้ตัวเมื่อสาย แต่ไม่คิดเสียใจ
กลับมีความสุขเสียอีก เมื่อนึกถึงวันที่เหลวไหล

รู้จักกันไหมครับ?
ความรู้สึกของการเป็น "เด็กเรียนไม่เก่ง"

Saturday, March 04, 2006

375.357

เมื่อรัฐบาลเสียงข้างมาก 375 แก้ปัญหาถึงทางตัน

นี่สงสัยเราต้องผ่าทางตันด้วย .357 แล้วกระมัง

Wednesday, March 01, 2006

ผมอยากเป็น 'เภท ที่สาม

ผมชอบบทความของคุณนิธิ เอี่ยวศรีวงค์ เรื่อง “วัฒนธรรมคนอย่างทักษิณ”
(มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1332)

สรุปเป็นใจความว่า
- การไล่ทักษิณนี้ เป็นแค่ “สัญลักษณ์”
- สิ่งที่เราต้องไล่จริงๆ ไม่ใช่ “คุณทักษิณ” แต่เป็น “คนแบบทักษิณ”

“คนแบบทักษิณ” ผมชอบคำนี้จัง
เป็นการสรุปความคิดผมที่อึดอัดช่วงนี้ได้โดนใจมาก

เคยได้ยินไหมครับ คำแนะนำสำหรับการเลือกคู่ครอง
“ไม่ใช่อยู่ที่ชอบในจุดดีอะไรในเขา แต่อยู่ที่การยอมรับในจุดเสียที่สุดของเขาได้”

จริงอยู่ การมีวิสัยทัศน์ มีความเป็นผู้นำแบบสากล มีนโยบายสร้างสรรค์มากมาย นั่นหวือหวา น่าสนใจ
อันเปรียบเหมือนผู้หญิงหน้าตาดี ๆ ฉลาด เสียงออดอ้อนน่ารัก เย้ายวน
แต่การไร้จริยธรรม กะล่อน พูดเอาตัวรอดไปวัน ๆ ปากกล้า ใจร้อนหยาบคาย ผลประโยชน์ทับซ้อน
คือ ผู้หญิงเย้ายวนคนนั้น มีผัวลูกสองแล้ว ตอแหลเก่ง และคบผู้ชายทีละสิบ ๆ คน

"ผมรับไม่ได้ครับ"
ทำไมหน่ะหรือ เพราะจุดหมายการคบผู้หญิงซักคนตอนนี้ของผมคือ
“เธอต้องเป็นแม่ที่ดีของลูก”
ฉนั้น ข้อเสียทั้งหมดของผู้หญิงยั่วยวนที่ว่ามา
จึงผิด 'เกณฑ์' ของผมแน่นอน

ฉันใดฉันนั้น ประเทศก็เช่นกัน


กลับมาที่ “คนแบบทักษิณ”
ผมกลับเมืองไทยคราวก่อน
ผมอึดอัดกับการกระทำหลายประการของคนไทยเรา
ส่วนมากอยู่ในเรื่องรายละเอียด เช่น การโดนแซงคิวหน้าด้านๆ การทิ้งขยะ การขับรถแบบหม้า ๆ ฯลฯ
อาจเป็นได้ เพราะไม่ได้เจอมานาน
(ส่วนการเมือง ตลก ๆ นั้นเหมือนกัน)

เคยอ่านจดหมายเหตุของนายตรุแปง ชาวฝรั่งเศส ที่บันทึกประเทศสยามสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา
มีเนื้อความโดนใจสรุปว่า

ข้อดีคนไทยคือ - อัธยาศัยดี ยิ้มง่าย มีน้ำใจ
ข้อเสียคนไทยคือ - รักสบาย ไม่ขยัน ไม่มีวินัย ขี้ขลาด ขี้กลัว นับถือผีฟ้า ผีบ้าน ไสยศาสตร์ แม้ทหารก็ไม่กล้าฆ่าคน
ในเรื่องความยุติธรรม - แทบไม่มีความยุติธรรมในประเทศนี้ คนที่มีฝีปากดี จะสามารถใช้ประโยชน์จากระบบกฎหมาย และเอาเปรียบได้อย่างน่าเกลียด
ฯลฯ

อ่านจบแล้ว คิดเลย
“ผ่านมาสองร้อยกว่าปี เราก็ยังเป็นแบบนี้อยู่เหรอ”
ผมก็ไม่รู้นะว่า ฝรั่งตรุแปง นี่มันมีตัวตนจริง ๆ หรือปล่าว
แต่คนแต่งจดหมายเหตุนี้ นี่เข้าใจประเทศเราจริง ๆ

การแย่งขึ้นรถไฟฟ้า ทิ้งขยะ แซงคิว ขับรถแทรกแถว

นี่มันสันดานประเทศไทย
ข้อดีในข้อเสียก็มี เรื่องเอื้ออาทร การอุ้มชูกัน (แม้ว่ามันจะน้อยลงทุกวัน ๆ ก็ตาม)

".. สิ่งสำคัญในการปกครองก็คือบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด
....การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงไม่ใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี
....หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดี ไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้..."


ผมว่า สี่ห้าบรรทัดในพระบรมราโชวาทนี้ เกือบจะเป็นผังการพัฒนาประเทศได้ดีมาก ๆ เลย

ประเด็นที่อยากให้คิดคือ ระบบควบคุมคนไม่ดี
ระบบต้องเริ่มจากเล็ก ๆ เช่น
คนทิ้งขยะต้องโดนปรับ
คนแซงคิวต้องโดนประนาม
รถแทรกตีนสะพานต้องโดนใบสั่ง
และตำรวจต้องไม่เรียกเงิน สองมาตรฐาน ไม่เกรงกลัวต่ออำนาจใด ๆ

สังเกตว่า ทำไมคนไทยมาอยู่ต่างประเทศ ระเบียบวินัยตรงเปะ
ไม่แทรงคิว ไม่ทิ้งขยะ ขับรถไม่ใจหม้า

ผมคิดส่วนตัวว่า
จะพัฒนาสันดานคนไทย “ระบบ” มันต้องดี
กฏหมายต้องเข้มแข็ง (ไม่ใช่รุนแรง)
จริยธรรมต้องไม่ย่อหย่อน
เลิกได้แล้ว แนวคิดชื่นชมคนเก่งแบบศรีธนนชัย
และสุดท้าย ที่สำคัญที่สุด
"ทุกคนต้องทำตามหน้าที่"

ไล่ไอ้พวกกลุ่มคน ที่มันถ่างมาตรฐานจริยธรรม ให้ไปไกล ๆ เป็นสัญลักษณ์ และตัวอย่างเลว ๆ ก่อนนี่แหล่ะ

สรุปรวบยอดคือ
เราต้องไม่เอา “ทักษิณ” และ “คนแบบทักษิณ”

มีคนกล่าว(เชิงดูถูกคนไทยกันเอง)ว่า
ประเทศไทยมีคนสองประเภท
ประเภทที่หนึ่ง คือ “คนโกง”
ประเภทที่สอง คือ “คนที่ยังไม่มีโอกาสจะโกง”

เศร้านะ เพราะมันเป็นความจริงในส่วนใหญ่
แต่ผมเชื่อว่า
มันต้องมีอีกประเภทหนึ่งสิ คือประเภทที่สาม
ประเภทที่สาม คือ "คนไม่โกง ในทุกๆ โอกาส"

ผมอยากเป็น 'เภท ที่สามครับ


จริงไหมหล่ะ ตัวเอง

...........................

ขอบคุณ ไอ้นอร์ท สำหรับบทความคุณนิธิ

Sunday, February 26, 2006

ขอบคุณ คุณทักษิณ

เอดเวริด เดอ โบโน นักคิดชื่อก้องโลก
เคยแนะนำให้ลองแบ่งแยกความคิดเป็นหกอย่าง
อุปมา เป็นหมวกสีต่าง ๆ หกสี (Six Hats of Thinking)
กล่าวคือ
เมื่อเราสวมหมวกสีขาว ให้คิดเรื่องเหตุผลอย่างเดียว
เมื่อเราสวมหมวกสีดำ ให้คิดแต่ในแง่ร้ายอย่างเดียว
เมื่อเราสวมหมวกสีแดง ให้คิดแต่ในแง่อารมณ์อย่างเดียว
เมื่อเราสวมหมวกสีเหลือง ให้คิดแต่ในแง่ดีอย่างเดียว
เมื่อเราสวมหมวกสีเขียว ให้คิดในเชิงสร้างสรรค์แต่อย่างเดียว
และ เมื่อเราสวมหมวกสีฟ้า ให้เป็นแบบควบคุมความคิดของหมวกทุกใบ

เมื่อแบ่งแยกการคิดแล้ว ความคิดจะเกิดพลังอย่างไม่มีข้อหยุดยั้ง
จะทำให้เราคิดไปได้ไกลว่าที่เราคิดแบบไม่แบ่งแยก

จากที่ได้ติดตามขบวนการต่อต้านคุณทักษิณ
งานศิลปะต่าง ๆ เช่น รำตัด งิ้ว โคลง กาพย์ กลอน เพลงพื้นบ้าน เพลงเพื่อชีวิต ภาพวาด งานเขียน ฯลฯ
ล้วนมีเป้าหมาย และมีพลังมุ่งไปในทางเดียวกัน
มีความคิดสร้างสรรค์ เนื้อหาล้ำลึก แยบยล

เปรียบเหมือน ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ น้อย ๆ ได้ทีเดียว

ประกอบกับผมได้ยินพี่ที่เคารพคนหนึ่ง วิเคราะห์ว่า
การที่คุณทักษิณ ยื้อสถานการณ์ไว้แบบนี้ “ดีแล้ว”
เพื่อให้นักศึกษาที่ตื่นตัว ตื่นต่อไป
เพราะหากคุณทักษิณลาออกถอดใจเร็วไป จะทำให้นักศึกษาที่เริ่มเคลื่อนไหว รู้สึกว่าสิ่งที่เรียกร้องนั้นได้มาง่ายเกินไป

ผมไม่เคยคิดแต่งกลอน ไม่เคยเรียบเรียงความคิดในการเขียน และเคยคิดว่าชาตินี้ไม่คิดว่าจะทำ
ผมก็มาลองทำดูได้

ผมสวมหมวกสีเหลือง แล้วคิดขอบคุณ คุณทักษิณ

และเมื่อผมเปลี่ยนหมวกความคิด
คิดถึงคุณทักษิณครบทุกหกใบหกสีแล้ว
ผมว่า เดอ โบโน ขาดหมวกไปใบนึงครับ

ใบนั้นคือ หมวกฟาง แห่งจริยธรรม

คุณทักษิณ มีไหมครับ? ถ้าไม่มี ผมจะให้ยืมใส่

Saturday, February 25, 2006

กระดานเดียว สองหมาก

เมื่อหลายวันผ่านมา
ผมเห็นชายสองคนเล่นหมากรุกอยู่ข้างถนน ดูน่าสนใจ
ผมเลยหยุดยืนดู

ผมรู้ภายหลังว่า สองคนนั้นชื่อนายมวย กับนายสอย

นายมวย เดินก่อน แทงเบี้ยด้วยเม็ด
นายสอย ขยับเบี้ยตาม และเปิดแนวรุกด้วยโคนกับม้า

เกมผ่านไป ทั้งคู่วางหมากกันอย่างเข้มข้น

นายมวย นำไวน์ชั้นดีรินให้นายสอย
ขณะที่นายสอยจิบไวน์ และหยิบขวดมาชื่นชมอยู่นั้น
นายมวย ก็ขยับโคนเดินแทยงไปสามช่อง ลงตำแหน่งฆาตม้า กับ เรือของนายสอย
นายสอยไม่ทันเห็น จะแก้เกมผูกม้ากับเรือ ก็ไม่ทันแล้ว เลยต้องยอมสละเรือ เพื่อรักษาม้า

การเดินสองครั้งต่อมา นายมวยหยิบหนังสือปลุกใจเสือป่าให้นายสอยดู
เม็ดของนายมวย เดินสามช่องในทางตรง ลงตำแหน่งฆาต โคน กับเรือ ของนายสอยอีก
นายสอย ก็จำใจ เสียโคนรักษาม้าอีกครา

นายมวย ยังมีกลเม็ดมากมาย ค่อย ๆ ดึงความสนใจนายสอย
และเดินหมากประหลาด ๆ ช่วงนายสอยเผลอ

นายสอย จึงเหลือแค่เบี้ยไม่กี่ตัว เรือหนึ่ง และม้าหนึ่ง
ขณะที่นายมวย เสียเบี้ยเพียงไม่กี่ตัว

นายสอยก็งง ว่าเกิดอะไรขึ้นหว่า
และกลับมาตั้งใจเล่น

ก็ได้รู้ว่า หมากรุกที่นายมวยเดินนั้น เป็น “หมากรุกฝรั่ง”
เม็ด ไม่ใช่ เม็ด แต่เป็น ควีน!
โคน ไม่ใช่ โคน แต่เป็น บิชอบ!
เบี้ย ไม่ใช่ เบี้ย แต่เป็น พอน!

นายสอย ไม่ลดละ ค่อย ๆ เล่น อย่างระมัดระวัง
แต่นายสอย ยังคงเดินตามกฎหมากรุกไทย สู้กับหมากรุกฝรั่ง ของนายมวย
บนกระดานเดียวกันนั้น อย่างไม่ลดละ
นายสอย ต้องใช้ความคิดหนัก ๆ นาน ๆ
แม้ว่า จะมึน ๆ จากฤทธิไวน์ชั้นดีที่จิบไปหลายอึก
แต่ใจนายสอย ไม่วอกแวกกับหนังสือปลุกใจเสือป่าอีกต่อไปแล้ว

ม้า กับ โคน ของนายสอย ก็ค่อย ๆ โค่น บิชอบ กิน พอน ทีละตัว
รุกคืบเข้าไป ใช้เรือกดดันขึ้นไปทีละตา ทีละตา

นายมวยเห็นชัดว่า หากปล่อยให้นายสอยเดินอีกทีหนึ่ง
ตัวเองจะโดน นายสอย รุกฆาต เผด็จศึก
ขณะที่ ควีน กับ บิชอบ กับหมากที่เหลือเคลื่อนมาช่วยไม่ทันอย่างแน่นอน

ทันใดนั้น นายมวย ก็ล้มกระดาน!
พร้อมตะโกนด่าว่า นายสอย
“ไอ้สอย เอ็งมันเล่นนอกเกมนี่หว่า ที่เอ็งเล่นมันคนละหมากกับข้าชัด ๆ”

นายสอยก็ไม่ว่าอะไร เพราะงงอยู่ว่า หมากรุกฝรั่งจริง ๆ มันได้เปรียบกว่าหมากรุกไทยหลายขุมนัก

“ไอ้สอย ข้าให้โอกาสเอ็งเล่นอีกทีนึง”
นายมวยเอ่ยปากยิ้ม ๆ พร้อมหยิบกระดานที่คว่ำอยู่ ขึ้นมาตั้งหมากให้นายสอย

ปรากฎว่า นายมวย ตั้งหมากตัวเองแบบหมากรุกฝรั่ง
และตั้งหมากให้นายสอย แบบหมากรุกไทย แถมมี ม้า โคน และ เรือ ให้แค่อย่างละตัว
เบี้ย ก็เหลือแค่ครึ่งเดียว

“มาๆ มาเล่นกันใหม่นะ นายสอยนะ”

คุณเป็นนายสอย คุณจะเล่นไหมครับ?

.................................................

เรื่องจริงจากที่ผมนั่งดู
“นาย มวย หัวแค้ว” กับ “นาย สอย ข้างเนี้ยง”

ขอบคุณ
คุณอนารยชนโรแมนติก สำหรับ ไอเดีย “มวย หัวแค้ว”
ไอ้ปรัชญ์ สำหรับ ศัพท์ทางหมากรุก

Friday, February 24, 2006

สังคมเสียงข้างน้อย

และแล้ว มันก็ยุบ

ฉลาดจริง ๆ
พิสูจน์ได้ว่า คนระดับ พันตำรวจโท ด๊อกเตอร์
ถ้ามันจะเลว นี่เลวได้ฉลาดจริง ๆ

ฤาเขาจะกลับมาด้วยเสียงข้างมาก
ฤาเราต้องยอมรับเขา
ฤาเราต้องเล่นนอกระบบจริง ๆ

ประชาธิปไตยนี่นา
เล่นตามกติกาต้องยอมรับเสียงข้างมากนะ

สว.เสียงข้างน้อย
ผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญ เสียงข้างน้อย
กรรมการสรรหาเสียงข้างน้อย
คตง.เสียงข้างน้อย
ม๊อบ เสียงข้างน้อย
ฯลฯ เสียงข้างน้อย

ทำไมผมกลับมองเห็นความมีปัญญาในเสียงข้างน้อยเหล่านี้นะ

น้อยครับ ผมขอเป็นเสียงอยู่ข้าง ๆ คุณนะครับ

Thursday, February 23, 2006

วาเลนไทน์ กับ มาตราฐาน

“...แต่งตัวสบาย ตามสไตล์หลวม ๆ หากดู รวม ๆ คงจะดูยับ ๆ…”

วันวาเลนไทน์ ผ่านไปแล้ว
ทำไมต้องซื้อดอกไม้ให้กัน?
วันนี้มันสำคัญฉไน?

ไม่ต้องไประลึกตำนานชาวโรมันร่วมรักกันระหว่างสงครามอะไรนั่นหรอก
สำหรับผม วันเกิดตัวเองยังจำไม่ค่อยได้เลย

ปีก่อน ก็ลืมไปเฉยเลย แต่พอผ่านไป
ก็ไม่เห็นมันจะลอกคราบให้ตัวใหญ่ขึ้นในวันนั้นนี่หว่า
หากใช้ปฎิทินชาวแอสเทคโบราณ ซึ่งปีหนึ่ง มี 260 วัน
ตอนนี้เราไม่อายุสามสิบเก้าแล้วหรือ?

แล้วทำไม ไม่มีดอกกุหลาบให้วันวาเลนไทน์ แล้วจะรักน้อยลงหรือ?
ก็รักเหมือนเดิมทุกวันนี่นา
แล้วของขวัญวันเกิด จะเอาไปทำไมเล่า?
จะไปเปลืองเงินทำไม?

จะเอาเหรอ ให้ดอกไม้ ให้ของขวัญสุดหรู แต่ไปมีกิ๊กตรึม?

ผมก็เป็นคน “มาตรฐานเดียว” ผมก็ไม่ต้องการของขวัญวันเกิดเช่นกัน
ทำดีต่อกัน รักกัน ซื่อสัตย์กัน ทุกวันดีกว่า จริงไหม?

...............................................

หลายปีก่อน ผมคิดแบบนี้
วันนี้ อยากกลับไปตบกะบาลไอ้หมอนั่นจริง ๆ

ไม่ได้อยากให้มัน เปลี่ยนเป็นคน สอง สาม มาตราฐาน ตามท่านผู้นำเรานะครับ
แต่อยากให้เปลี่ยนจุดที่วางมาตราฐาน
จาก “มาตราฐานการทำตัว”
ให้เป็น “มาตราฐานแห่งความสุข”

ทำอะไรก็ได้ ให้มีความสุข
ความสุขเขา ก็คือ ความสุขเรา

“...ฉันคนง่าย แต่เรื่องหัวใจไม่เคยง่ายซะที...”

ปีนี้ดอกกุหลาบแดง แพงกว่าปีก่อน สองเหรียญแหน่ะ แย่จริง ๆ